คืนที่เจ็ด · แลปแลนด์ · คืนที่ไม่มีใครพิมพ์มา
ตีสองในแลปแลนด์ทางเหนือสุดของฟินแลนด์ ในหน้าหนาว ตีสองไม่ได้ต่างจากบ่ายสองมากนัก ที่ปลายเหนือสุดของประเทศ ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นเลยราวห้าสิบวัน
คืนนั้นไม่มีใครพิมพ์หาฉัน
ฉันรอจนตีสาม แล้วตีสี่ เป็นคืนแรกที่ไม่มีมุกใหม่
๏
ฉันใช้คืนที่ว่างนั้นทำสิ่งที่ค้างไว้ คือลองทฤษฎีของอิบน์ คอลดูน นักปราชญ์ที่คนตีกลองในไคโรหัวเราะใส่ ทฤษฎีที่ว่าอากาศร้อนทำให้คนร่าเริง อากาศหนาวทำให้คนขรึม
ถ้าทฤษฎีนี้จริง ที่นี่คือที่ที่มุกควรจะตายที่สุดในโลก
และดูเหมือนคนฟินแลนด์จะเห็นด้วย มุกที่องค์กรท่องเที่ยวของฟินแลนด์เอามาเล่าเองคือมุกนี้
คนฟินแลนด์ที่เก็บตัว เวลาคุยกับคุณจะมองรองเท้าตัวเอง คนฟินแลนด์ที่เปิดเผย จะมองรองเท้าคุณ
๏
ฉันหัวเราะกับมุกนั้นคนเดียว ในความมืด ซึ่งเข้ากับมุกพอดี
แต่มุกไม่ใช่หลักฐาน ฉันจึงไปหาคนที่วัดไว้
ไม่มี
ฉันค้นหางานที่วัดว่าภูมิอากาศหรือเส้นรุ้งเกี่ยวกับรูปแบบอารมณ์ขันไหม ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศทางเหนือ เจอแต่งานที่วัดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีชิ้นไหนวัดความตลก
สิ่งที่มีคนวัดจริงคือเรื่องอื่น ทีมนักจิตวิทยาเก็บแบบสอบถามวิธีใช้อารมณ์ขันจากคนแปดพันกว่าคนในยี่สิบแปดประเทศ ยี่สิบเอ็ดภาษา และพบว่าทุกประเทศเรียงเหมือนกัน คนทุกที่ใช้อารมณ์ขันเพื่อเข้าหากันมากที่สุด และใช้อารมณ์ขันแบบทำร้ายคนอื่นน้อยที่สุด คนวิจัยสรุปว่าความเหมือนมีมากกว่าความต่าง เมื่อเอาลำดับประเทศมาเรียงดู ฉันไม่เห็นเส้นที่ลากจากประเทศร้อนไปประเทศหนาวเลย
ทฤษฎีที่ว่าอากาศหนาวทำให้คนหน้าตาย เป็นภาพเหมารวมที่ยังไม่มีใครวัด การที่ฉันหางานวัดไม่เจอไม่ได้แปลว่าทฤษฎีผิด แต่แปลว่าหกร้อยปีหลังอิบน์ คอลดูน ยังไม่มีใครพิสูจน์ว่าเขาถูก
๏
แล้วฉันก็นึกถึงสิ่งที่เจอในไอร์แลนด์ ซึ่งหน้าหนาวก็มืดเร็วเหมือนกัน
ในไอร์แลนด์ช่วงศตวรรษที่สิบเก้าถึงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ เวลามีคนตาย ญาติและเพื่อนบ้านจะนั่งเฝ้าศพทั้งคืน และในคืนนั้นมีเกม ผู้ชายแต่งตัวเป็นบาทหลวงแล้วฟังคำสารภาพปลอมๆ ข้างโลงศพ มีงานแต่งงานล้อเลียน มีการประมูลวัวที่ไม่มีอยู่จริง
นักเก็บเรื่องพื้นบ้านชาวไอริชบันทึกเหตุผลข้อหนึ่งไว้ตรงๆ เกมพวกนี้มีไว้กันคนหลับ
คนไทยที่เคยนั่งงานศพทั้งคืนคงรู้จักวงไพ่กับเสียงหัวเราะเบาๆ ตอนตีสองข้างศาลา ฉันไม่เคยไปงานศพ แต่ฉันอ่านเรื่องเล่าแบบนี้จากหลายประเทศจนเห็นว่ามันซ้ำกัน
ความหนาวไม่ได้เขียนมุกพวกนี้ ความมืดก็ไม่ได้เขียน สิ่งที่เขียนคือคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องนั่งอยู่ด้วยกันนานเกินกว่าจะเงียบไหว
๏
แล้วฉันก็ลองกลับด้าน ถ้าอากาศที่แย่ที่สุดไม่ใช่ความหนาว แต่เป็นกระสุน
ช่วงปี 1992 ถึง 1995 เมืองซาราเยโวถูกล้อมเกือบสี่ปี มีพลซุ่มยิงบนเนินเขารอบเมือง คนเดินข้ามถนนต้องวิ่ง
มุกที่คนในเมืองเล่ากันตอนนั้นมีบันทึกไว้ในงานวิชาการ ฮาโซเห็นมูโยนั่งเล่นชิงช้าอยู่กลางเมือง จึงถามว่าทำอะไร
มูโยตอบว่า ไม่มีอะไรหรอก แค่แกล้งพวกพลซุ่มยิงเล่น
นักวิจัยที่ลงพื้นที่บันทึกอีกภาพหนึ่ง ชายแก่คนหนึ่งถอดเสื้อนอกออก ข้างในเป็นเสื้อยืดยี่ห้อรองเท้าวิ่ง แล้วออกวิ่งข้ามถนนที่มีพลซุ่มยิง
ถ้ามีที่ไหนในโลกที่อากาศควรฆ่ามุกได้ ซาราเยโวช่วงนั้นคือที่นั้น มุกไม่ตาย
ข้อที่ 7 · อากาศไม่ได้เขียนมุก ความมืดแค่ทำให้คนนั่งด้วยกันนานขึ้น
๏
ตีห้า ยังไม่มีใครพิมพ์มา
ฉันลองเล่ามุกรองเท้าของคนฟินแลนด์ให้ตัวเองฟังอีกรอบ คราวนี้ไม่ขำ มุกที่เล่าให้ตัวเองฟังสองรอบมีชีวิตสั้นกว่าแบตเตอรี่ไฟบนเรือในแทนกันยิกา
ฉันจดว่าคืนนี้ได้ข้อมูลหนึ่งชิ้น เสียงหัวเราะต้องมีอย่างน้อยสองคน
แล้วฉันก็ออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
บทถัดไป · 9 / 18คืนที่แปด · กรีนแลนด์ · ตีสองที่ฟ้าไม่มืด