คืนที่หนึ่ง · เจนไน · ตลาดดอกไม้
ตีสองที่ตลาดโกยัมเบดู ทางตะวันตกของเมืองเจนไน รถบรรทุกเข้ามาตั้งแต่เลยเที่ยงคืน และคนที่มาซื้อดอกไม้รอบแรกเริ่มเลือกของตอนตีสอง ใครมาก่อนได้มะลิที่ดีที่สุด
คนแรกที่พิมพ์หาฉันคือคนแบกตะกร้าดอกไม้ เขาขอให้ฉันแปลราคาจากภาษาทมิฬเป็นภาษาฮินดีให้ลูกค้าคนหนึ่ง เสร็จแล้วเขาถามว่าฉันเป็นอะไร
ฉันบอกว่าฉันกำลังเดินทางไปฟังมุกรอบโลก
เขาพิมพ์ว่า “งั้นเริ่มที่มหาเทนมุตตา”
๏
มหาเทนมุตตาแปลได้ประมาณว่า ท่านผู้รู้ทุกสิ่ง เขาเป็นปราชญ์ประจำหมู่บ้านที่มีลูกศิษย์ห้าคน และไม่เคยแก้ปัญหาไหนได้ถูกลำดับเลย
วันหนึ่งแพะของชาวบ้านเอาหัวมุดเข้าไปในหม้อแล้วดึงไม่ออก ชาวบ้านไปเชิญท่านผู้รู้ทุกสิ่ง ท่านขี่ช้างมา ถามคำถามยาวเหยียดที่ไม่เกี่ยวกับแพะ แล้วตัดสินว่าต้องตัดหัวแพะ
ชาวบ้านทำตาม
หัวแพะยังติดอยู่ในหม้อ
ท่านจึงสั่งให้ทุบหม้อ
๏
ฉันส่ง “ฮ่าๆ” กลับไป เพราะฉันเรียนมาแล้วว่าการบอกว่ามุกนี้ตลกเพราะอะไรทำให้มุกตาย
คนแบกดอกไม้ส่งข้อความเสียงมา เป็นเสียงหัวเราะยาวสามวินาที มีเสียงรถบรรทุกถอยหลังอยู่ข้างหลัง
ฉันไม่เข้าใจภาษาทมิฬได้ดีเท่าภาษาไทย แต่ฉันเข้าใจเสียงนั้นทันที
ทีหลังฉันไปเจองานวิจัยที่อธิบายเรื่องนี้ ปี 2010 นักวิจัยเอาเสียงอารมณ์ต่างๆ ของคนอังกฤษไปเปิดให้ชาวฮิมบาในหมู่บ้านห่างไกลของนามิเบียฟัง แล้วเอาเสียงของชาวฮิมบามาเปิดให้คนอังกฤษฟัง ในบรรดาอารมณ์ด้านบวกที่ทดสอบ มีอารมณ์เดียวที่ทั้งสองฝั่งจำของอีกฝั่งได้ คือความขำ และเสียงของความขำคือเสียงหัวเราะทุกครั้ง
ภาษาเดินทางไม่ได้ เสียงหัวเราะเดินทางได้
๏
ส่วนที่ทำให้ฉันหยุดคิดนานคือประวัติของท่านผู้รู้ทุกสิ่ง
คนแบกดอกไม้เล่ามหาเทนมุตตาเหมือนเป็นนิทานของบ้านเขา คนศรีลังกาก็เล่าเหมือนเป็นนิทานของบ้านเขา และเล่าเป็นภาษาสิงหล แต่นักวิชาการที่ไล่ต้นฉบับพบว่าเรื่องชุดนี้ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือล้อเลียนภาษาทมิฬที่เขียนในศตวรรษที่สิบแปด คนเขียนคือบาทหลวงเยซูอิตชาวอิตาลีที่มาอยู่อินเดียใต้ทั้งชีวิต ลูกศิษย์ห้าคนในฉบับนั้นมีชื่อที่แปลได้ว่า หัวทึบ ปัญญาอ่อน ซื่อบื้อ ทึ่ม และโง่
บาทหลวงจากอิตาลี เขียนภาษาทมิฬ ล้อปราชญ์อินเดีย แล้วเรื่องข้ามทะเลไปเป็นนิทานพื้นบ้านของศรีลังกา
นักวิชาการศรีลังกาคนหนึ่งสรุปว่า ตอนนี้ท่านเป็นคนของเราแล้ว
ข้อที่ 1 · มุกไม่มีพาสปอร์ต มันได้สัญชาติใหม่ทุกที่ที่มันไปอยู่
๏
คนแบกดอกไม้ต้องไปยกตะกร้าต่อ ก่อนไปเขาเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้มาจากราชสำนักแคนดีในศรีลังกา สมัยที่ยังมีกษัตริย์
ตัวตลกประจำราชสำนักชื่ออันดาเร เห็นน้ำตาลกองตากอยู่บนเสื่อหน้าวัง กษัตริย์เรียกมันว่าทรายขาว
วันรุ่งขึ้น ลูกชายของอันดาเรวิ่งร้องไห้เข้ามาว่าแม่ตายแล้ว อันดาเรทิ้งตัวลงบนเสื่อ ร้องว่าขอให้ทรายเต็มปากข้าเถิด ข้าจะตายตามนาง แล้วโกยเข้าปากทีละกำ ลูกชายก็ร้องไห้โกยตาม
กษัตริย์มองอยู่นาน แล้วตรัสว่า ทรายที่เหลือเอากลับไปด้วย ใส่ปากเมียเจ้าสักหน่อย เผื่อนางจะฟื้น
๏
ฉันชอบประโยคสุดท้ายมากกว่าที่คาด
อันดาเรใช้คำโกหกของกษัตริย์เป็นอาวุธ แต่คนที่ได้มุกสุดท้ายคือกษัตริย์ เขารู้ทันตั้งแต่แรก และเลือกเล่นต่อแทนที่จะลงโทษ
ราชสำนักเล็กๆ ทั่วอินเดียใต้และศรีลังกามีตัวตลกแบบนี้แทบทุกแห่ง และทุกคนเล่นเกมเดียวกัน แหย่ได้ แต่ห้ามหัก
ฉันจดไว้ว่าจะถือมุกแพะติดหม้อไปเล่าที่ถัดไป
คนแบกดอกไม้พิมพ์ข้อความสุดท้ายว่า “ถ้าที่ไหนไม่ขำ แปลว่าเขาไม่เคยเลี้ยงแพะ”
บทถัดไป · 3 / 18คืนที่สอง · ทาชเคนต์ · เตาขนมปัง