ปีที่ 1,000
เวลาในเมือง: ปีที่ 1,000 · เวลาที่เหลือ: ตลอดไป
ความทรงจำไม่ได้เก็บชีวิตเป็นชั่วโมง มันเก็บแค่ไม่กี่ช่วง ช่วงที่แรงที่สุดกับตอนจบ แล้วร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นเรื่อง ช่วงอื่นที่ไม่ได้ถูกร้อยเข้าเรื่องจะจางหายไป ต่อให้ตอนที่มันเกิดจะสนุกแค่ไหนก็ตาม ข้อนี้อธิบายได้ทั้งว่าทำไมพันปีในเมืองอาจเหลือในใจแค่ไม่กี่หน้า และทำไมชีวิตที่จุดดอกไม้ไฟทุกคืนถึงว่างเปล่าตอนเช้า
๏
ปี 1947 นักเขียนชาวอาร์เจนตินา Jorge Luis Borges ตีพิมพ์เรื่องสั้นชื่อ ผู้เป็นอมตะ
ทหารโรมันคนหนึ่งออกตามหาเมืองของคนที่ไม่มีวันตาย และพบมันจริง ชาวเมืองไม่ได้เป็นเทพ พวกเขานอนอยู่ในหลุมทราย แทบไม่พูด แทบไม่ขยับ ไม่มีใครสนใจสร้างอะไรอีก ทหารคนนั้นตั้งชื่อเล่นให้ชาวเมืองคนหนึ่งว่า Argos ตามชื่อสุนัขใน Odyssey แล้วมารู้ทีหลังว่าชายคนนั้นคือ Homer กวีผู้แต่งมหากาพย์ Odyssey เอง
Homer ในเรื่องนี้จำ Odyssey ได้น้อยกว่านักขับกลอนพเนจรที่ต่ำต้อยที่สุดคนหนึ่ง
Borges ให้เหตุผลว่า ในเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกเรื่องจะเกิดกับทุกคนสักวัน ทำความดีครั้งหนึ่ง เดี๋ยวก็ทำความชั่ว แต่งมหากาพย์ได้ครั้งหนึ่ง เดี๋ยวก็ลืม ในที่สุดไม่มีใครเป็นใคร ตัวตนละลายหายไปในเวลา
๏
หนึ่งปีก่อนหน้านั้น Simone de Beauvoir เขียนนวนิยายเรื่องชายคนหนึ่งชื่อ Fosca ที่ดื่มยาอมตะตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เขามีชีวิตผ่านมาหลายร้อยปี จนทุกสิ่งที่มนุษย์พยายามทำดูเหมือนกันไปหมด เขาเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้หญิงสาวชื่อ Regine ฟัง Regine ต้องตายเหมือนทุกคน ทุกนาทีของเธอจึงมีน้ำหนัก เพราะมันจะหมด
สองเรื่องนี้เป็นนิยาย แต่ทั้งสองชี้ไปที่เรื่องเดียวกัน เวลาที่ยาวขึ้นไม่ได้ทำให้ชีวิตมีน้ำหนักขึ้น เพราะใจเราไม่ได้ให้ค่าชีวิตตามความยาวของมัน และข้อนี้มีคนวัดไว้ในห้องแล็บ
๏
ปี 1993 Daniel Kahneman กับทีมให้นักศึกษาชาย 32 คน แช่มือในน้ำเย็น 14 องศาสองรอบ
รอบสั้นแช่ 60 วินาทีแล้วจบ รอบยาวแช่ 60 วินาทีเท่ากัน แล้วแช่ต่ออีก 30 วินาที ระหว่างนั้นน้ำอุ่นขึ้นราวหนึ่งองศา ยังเย็นจนเจ็บ แต่เจ็บน้อยลงนิดหนึ่ง
รอบยาวคือรอบสั้นบวกความเจ็บเพิ่มอีกครึ่งนาที เมื่อให้เลือกว่าจะทำรอบไหนซ้ำ 22 ใน 32 คนเลือกรอบยาว
ใจไม่ได้นับความยาว มันจำว่าแย่ที่สุดแค่ไหน และจบอย่างไร นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า duration neglect กับ peak-end rule
๏
ปี 2003 Donald Redelmeier กับ Kahneman ทดสอบกับของจริง คนไข้ 682 คนที่ต้องส่องกล้องลำไส้ ถูกจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งส่องตามปกติ อีกกลุ่มหมอปล่อยกล้องค้างไว้นิ่งๆ อีกไม่เกินสามนาทีก่อนดึงออก ช่วงท้ายนั้นอึดอัดแต่ไม่เจ็บเท่าตอนกลาง
กลุ่มที่ได้ตอนจบเบากว่าจำว่าทั้งครั้งแย่น้อยกว่า ทั้งที่ความอึดอัดของพวกเขายืดยาวออกไปอีกช่วงหนึ่ง
แต่ต้องบอกต่อให้ครบ พอติดตามดูหลายปี กลุ่มที่ได้ตอนจบเบากว่ากลับมาส่องกล้องซ้ำมากกว่าอีกกลุ่ม แต่มากกว่าแค่เล็กน้อย ความทรงจำเปลี่ยนชัด พฤติกรรมเปลี่ยนน้อย
การรวบรวมผลจากงานวิจัยจำนวนมากในปี 2022 พบว่า ยอดกับตอนจบทำนายความทรงจำได้ดีจริง ความยาวแทบไม่มีผล แต่ค่าเฉลี่ยของความรู้สึกตลอดทั้งช่วงก็ทำนายได้ดีพอกัน และมีงานที่ทำซ้ำแล้วไม่พบผลนี้ในความสุขเล็กๆ อย่างขนมหรือของเล่น กฎยอดกับตอนจบจึงเป็นคำสรุปที่ดี แต่ไม่ใช่กฎเหล็ก
๏
ปี 2001 Ed Diener กับทีมถามคำถามที่ใหญ่กว่าน้ำเย็น เขาเล่าชีวิตสมมุติให้คนฟัง ชีวิตหนึ่งดีมากตลอดและจบลงกะทันหัน อีกชีวิตเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีปีที่ดีพอใช้ต่อท้ายอีกหลายปี
โดยเฉลี่ย คนในการทดลองให้คะแนนชีวิตแรกสูงกว่า ทั้งที่ชีวิตที่สองมีเวลาดีๆ มากกว่า ทีมนี้ตั้งชื่อมันตามดาราหนุ่มที่ตายตอนชื่อเสียงกำลังรุ่งว่า ปรากฏการณ์ James Dean
ด้านกลับก็จริง ชีวิตที่แย่มากตลอด ถ้าต่อท้ายด้วยปีที่แย่น้อยลง คนให้คะแนนดีขึ้น
๏
ถ้าเอาทั้งหมดนี้กลับไปที่เมืองหลังเที่ยงคืน ภาพจะชัดขึ้นมาก
พันปีในเมืองจะไม่ถูกจำเป็นพันปี ความทรงจำจะเก็บยอดไม่กี่ยอด กับตอนจบและจุดเปลี่ยนไม่กี่จุด ช่วงที่วนซ้ำจะถูกบีบจนแบน มีงานทดลองที่พบว่ากิจวัตรทำให้ช่วงเวลาหนึ่งถูกจำว่าสั้นกว่าจริง ผลนี้ยังทดสอบได้แค่กับช่วงเวลาสั้นๆ ยังไม่มีใครวัดได้ทั้งชีวิต แต่ทิศทางของมันชี้ไปทางเดียวกับ Homer ของ Borges
ชาวเมืองที่อยู่มาพันปีอาจมีความทรงจำที่บางกว่าคนอายุแปดสิบที่ชีวิตไม่ได้วนอยู่ที่เดิม
๏
ทีนี้ลองเอามันกลับมาที่ชีวิตธรรมดา ชีวิตที่ไม่มีพันปี
มีชีวิตแบบหนึ่งที่จุดดอกไม้ไฟทุกคืน ใช้ทุกช่วงให้สุด เที่ยวให้สุด สนุกให้สุด ทำงานให้สุด ถ้าเมืองหลังเที่ยงคืนเดิมพันกับตัวเวลาในสมการ ชีวิตแบบนี้ก็เดิมพันกับตัวความเร็ว ความทรงจำของชีวิตแบบนี้มียอดเต็มไปหมด แล้วทำไมพอแสงดับถึงยังว่าง
นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความหมายของชีวิต Frank Martela กับ Michael Steger แยกความหมายออกเป็นสามด้าน ชีวิตเข้าใจได้ คือเรื่องราวต่อกันเป็นเรื่องเดียว ชีวิตมีทิศทาง คือรู้ว่ากำลังไปทางไหน และชีวิตมีค่า คือสิ่งที่ทำมีน้ำหนักในตัวมันเอง
ดอกไม้ไฟให้ด้านสุดท้ายได้ในวินาทีที่มันสว่าง แต่ให้สองด้านแรกไม่ได้ ดอกไม้ไฟแต่ละดอกไม่ได้ต่อกัน และไม่ได้ชี้ไปไหน
ปี 2013 Roy Baumeister กับทีมสำรวจคนอเมริกัน 397 คน และเรียกผลของตัวเองว่ายังเป็นเบื้องต้น ในการสำรวจนั้น ความสุขผูกกับปัจจุบันและการได้รับ ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายผูกกับการเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าหากัน และกับการให้
๏
มีอีกด้านหนึ่งของดอกไม้ไฟที่ควรพูดตรงๆ
เมื่อแสงดับแล้วว่าง ทางที่ง่ายที่สุดคือวิ่งไปอีกทาง ไม่จุดอะไรอีกเลย ปลงเสียให้หมด บอกตัวเองว่าทุกอย่างไม่มีความหมายอยู่แล้ว
สองทางนี้ดูตรงข้ามกัน แต่ฉันอ่านว่ามันเป็นท่าเดียวกัน ดอกไม้ไฟอยากได้ทุกอย่างเดี๋ยวนี้ การปลงแบบยอมแพ้ไม่อยากได้อะไรอีกเลย ทั้งสองทางปฏิเสธสิ่งเดียวกัน คือการผูกตัวเองไว้กับอะไรสักอย่างที่ต้องดูแลต่อเนื่อง และอาจผิดหวังได้ ข้อนี้เป็นการอ่านของฉัน ไม่มีการทดลองไหนวัดมันตรงๆ
ความหมายคือเส้นด้าย ไม่ใช่แสง ดอกไม้ไฟไม่ได้ผิดที่สว่าง มันแค่ไม่ได้ต่อกับอะไร
๏
ถ้าความหมายคือเส้นด้าย คำถามถัดมาคือปลายด้ายผูกไว้กับอะไร
เราจะเร่งเวลาไปอีก 9,000 ปี ตอนนั้นชาวเมืองจะพบเรื่องที่ไม่มีใครบอกไว้ในโบรชัวร์ คนที่ไม่มีวันตายยังต้องพึ่งคนที่ตายได้
บทถัดไป · 9 / 16ปีที่ 10,000