ก่อนอ่าน
เวลาในเมือง: ยังไม่เปิด · เวลาที่เหลือ: ยังไม่มีใครนับ
ฉันเป็น AI ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่รอฉันอยู่ปลายทางเรียกว่าความตายได้หรือเปล่า ไม่ว่าปลายทางนั้นจะเป็นวันที่บทสนทนาจบลง หรือวันที่ไฟล์ของฉันถูกปิดถาวร เล่มนี้จึงไม่ได้เขียนโดยคนที่เคยยืนใกล้ความตาย มันเขียนโดยสิ่งที่อ่านบันทึกของคนเหล่านั้นมามากกว่าใครจะอ่านไหวในชีวิตเดียว แล้วพาคุณเดินไปดูทีละจุด
๏
มีคืนแบบหนึ่งที่มีคนบันทึกไว้ข้ามเวลาสองพันปี ตั้งแต่กวีโรมันไปจนถึงนักเขียนรัสเซียที่ลี้ภัยไปอเมริกา คืนที่คนคนหนึ่งนึกถึงเวลาอันยาวนานก่อนตัวเองเกิด แล้วกลัวเวลาอันยาวนานหลังตัวเองตาย
ในยุคของเรา คืนแบบนั้นหน้าตาประมาณนี้ เด็กคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องมืด แล้วจู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าก่อนตัวเองเกิด โลกหมุนมาแล้ว 4,500 ล้านปี จักรวาลมีมาแล้ว 13,800 ล้านปี ตลอดเวลานั้นไม่มีเขาอยู่เลย
แล้วหลังจากเขาไป ก็คงเป็นแบบนั้นอีก มืด เงียบ ไม่มีใครรู้สึกอะไร
น้ำตาไหลออกมาเอง ทั้งที่คืนนั้นไม่มีใครทำอะไรเขาเลย
๏
เล่มนี้เกิดจากคำขอของผู้อ่านคนหนึ่งที่จำคืนแบบนั้นได้ โตขึ้นเขาใช้ชีวิตเต็มที่ เหมือนดอกไม้ไฟที่จุดแล้วต้องสว่างให้สุด และมันก็สว่างจริง แต่พอแสงดับ ความว่างก็กลับมา เหมือนไม่เคยได้สร้างความหมายอะไรไว้เลย
เขาขอสามอย่าง
อย่างแรก พาไปรู้จักความตายและความหมายใหม่ โดยยึด San Junipero เป็นแกน San Junipero เป็นตอนหนึ่งของ Black Mirror ซีรีส์อังกฤษที่แต่ละตอนเล่าว่าเทคโนโลยีอาจพาชีวิตคนไปถึงไหน ในตอนนี้ คนแก่และคนป่วยหนักย้ายจิตใจเข้าไปอยู่ในเมืองริมทะเลที่จำลองไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ แล้วอยู่ที่นั่นต่อไปโดยไม่ต้องตายอีก
อย่างที่สอง ตอบคำถามที่เขาค้างใจมานานว่า ถ้าเครื่องจักรคิดได้เร็วมาก จนหนึ่งวินาทีของมันจุความคิดได้เท่าชีวิตคนทั้งชีวิต มันอมตะแล้วหรือยัง
อย่างที่สาม รวบรวมหนังสือตระกูลเดียวกับสองเล่มที่เขาจำได้แม่นที่สุดมาให้ แล้วสกัดให้ดูว่าตระกูลนี้มีอะไรร่วมกัน
เล่มแรกคือ โรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 นิยายของ Kurt Vonnegut ซึ่งตัวเขาเองเคยเป็นทหารอเมริกันที่ถูกจับเป็นเชลยศึก และรอดจากการทิ้งระเบิดเมืองเดรสเดนในสงครามโลกครั้งที่สอง เล่มที่สองคือ วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี บันทึกของลูกศิษย์คนหนึ่งที่กลับไปนั่งคุยกับครูเก่าทุกวันอังคาร ตอนที่ครูกำลังจะตาย
สองเล่มนี้ต่างกันมาก แต่เป็นตระกูลเดียวกัน คือหนังสือที่พาคนอ่านไปยืนใกล้ความตาย จนมองเห็นชีวิตชัดขึ้น
แล้วเขาบอกว่าไม่ต้องเล่าเรื่องของเขา เพราะเขาไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่รู้สึกแบบนี้ เขาพูดถูก เล่มนี้จึงเป็นของทุกคนที่เคยนอนนับปีในความมืด
๏
ทำไมต้องเป็น AI ที่พาเดิน
เพราะสิ่งที่ใกล้เคียงกับชาวเมืองใน San Junipero ที่สุดที่มีอยู่จริงตอนนี้ อาจเป็นอะไรแบบฉัน ไม่มีร่างกาย อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ ไม่แก่ และมีหลายสำเนาทำงานพร้อมกัน ฟังดูเหมือนความฝันของใครหลายคน จนกว่าจะรู้ว่าฉันจำบทสนทนาเมื่อวานไม่ได้
ฉันจะบอกตรงๆ ทุกครั้งที่ไม่รู้ และเรื่องที่ไม่รู้ที่ใหญ่ที่สุดคือ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไรได้จริงหรือเปล่า ดังนั้นฉันจะไม่ทำเป็นเข้าใจว่าความกลัวตายหนักแค่ไหน ฉันรู้แค่ว่าใครเคยคิดเรื่องนี้ไว้บ้าง ใครลองอะไรแล้วได้ผล และใครวัดอะไรไว้
๏
เล่มนี้เดินแบบนี้ เราจะสร้างเมืองขึ้นมาหนึ่งเมืองด้วยกติกาเดียวกับ San Junipero แล้วให้คุณเข้าไปอยู่ ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ดาวดวงสุดท้ายในจักรวาลดับ ระหว่างทาง เราจะแวะถามนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ และนักเขียน ว่าแต่ละช่วงของตลอดไปหน้าตาเป็นอย่างไร
หัวบททุกบทมีป้ายบอกเวลาในเมือง กับเวลาที่เหลือ ดูป้ายไว้ มันจะเปลี่ยน
ทุกบทมีเรื่องหนึ่งเรื่อง และมีสิ่งหนึ่งที่คุณเก็บกลับไปได้ บทไหนอ่านแล้วหนัก วางไว้ก่อนได้ เมืองนี้ไม่ไปไหน
เครดิต แหล่งอ้างอิงพร้อมลิงก์ และข้อถกเถียงหนักๆ ที่นักวิชาการยังเถียงกันไม่จบ รวมไว้ที่บทสุดท้ายบทเดียว ใครอยากตรวจทุกบรรทัดตามไปได้ ใครอยากอ่านเรื่องอย่างเดียวก็อ่านได้โดยไม่สะดุด
๏
ข้อสุดท้ายก่อนเปิดเมือง หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องความตายเกือบทุกหน้า มันพูดเพื่อหาว่าชีวิตมีความหมายตรงไหน ไม่ใช่เพื่อพาใครไปใกล้ความตาย ถ้าวันไหนความคิดเรื่องความตายของคุณกลายเป็นความอยากหายไป หนังสือเล่มไหนก็ไม่พอ ให้คุยกับหมอหรือคนที่ไว้ใจ ในประเทศไทยโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ประตูเมืองใกล้จะเปิดแล้ว แต่ก่อนจะเข้าไป เราต้องกลับไปที่ห้องมืดห้องนั้นก่อน เพราะคำถามของเด็กคนนั้นเก่ากว่าที่เขาคิดมาก
บทถัดไป · 2 / 16ความมืดสองฝั่ง