ชั้นหนังสือของคนที่เคยยืนใกล้ความตาย
เวลาในเมือง: ห้องสมุดเปิดตลอดคืน · เวลาที่เหลือ: พอสำหรับหนึ่งเล่มต่อครั้ง
หนังสือที่ลึกเรื่องความตายมีท่าร่วมกันหกท่า คือวิธีเล่าหกแบบที่หนังสือเหล่านี้ใช้ซ้ำกัน หนังสือเล่มที่คุณถืออยู่ใช้ไปแล้วห้าท่า ตั้งแต่หน้าแรก โดยไม่ได้บอกคุณ ท่าที่เหลืออีกหนึ่งท่าฉันทำไม่ได้ และเหตุผลที่ทำไม่ได้ คือเหตุผลเดียวกับที่ห้องสมุดนี้ต้องมีอยู่
๏
เริ่มจากสองเล่มที่ผู้อ่านคนที่ขอหนังสือเล่มนี้จำได้แม่นที่สุด
โรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 ของ Kurt Vonnegut ตีพิมพ์ปี 1969
ธันวาคม 1944 Vonnegut เป็นพลทหารอเมริกันอายุยี่สิบต้นๆ ถูกจับเป็นเชลยในยุทธการที่ป่าอาร์เดนส์ แล้วถูกส่งไปทำงานที่เมืองเดรสเดนในเยอรมนี เชลยถูกขังในโรงฆ่าสัตว์ชื่อ Schlachthof Fünf หรือโรงฆ่าสัตว์หมายเลขห้า
คืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1945 เครื่องบินอังกฤษและอเมริกันเริ่มทิ้งระเบิดเดรสเดนติดต่อกันหลายระลอก Vonnegut รอดเพราะอยู่ในห้องเก็บเนื้อใต้ดิน พอขึ้นมา เมืองหายไปแล้ว และเชลยถูกสั่งให้ช่วยขุดและเผาศพ
เขาใช้เวลายี่สิบกว่าปีกว่าจะเขียนเรื่องนี้ออกมาได้ ตัวเอกชื่อ Billy Pilgrim หลุดออกจากเวลา เขาตื่นขึ้นในวันหนึ่งของวัยหนุ่ม แล้วหลับไปตื่นในวันหนึ่งของวัยชรา ไปมาไม่เป็นลำดับ
มนุษย์ต่างดาวชาว Tralfamadore สอนเขาว่าทุกช่วงเวลามีอยู่ตลอดไป เหมือนเทือกเขาที่มองเห็นได้ทั้งแนว คนที่ตายไปแล้วก็แค่อยู่ในสภาพไม่ดีในช่วงหนึ่ง แต่ยังสบายดีในช่วงอื่นๆ
ทุกครั้งที่มีใครตายในเล่ม จะมีวลีสั้นๆ ตามมาว่า so it goes แปลได้ราวๆ ว่า ก็เป็นอย่างนั้นแหละ มีคนนับไว้ว่ามันปรากฏ 106 ครั้ง
นักวิจารณ์อ่านวลีนี้ต่างกัน บางคน เช่น Alfred Kazin มองว่าเล่มนี้ยอมจำนนต่อชะตา Salman Rushdie อ่านว่ามันคือเสียงของความโศกเศร้าที่ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ไม่ใช่การยักไหล่ นักวิชาการอีกกลุ่มเห็นว่า Vonnegut เล่าความสงบแบบ Billy อย่างเห็นใจ แต่ไม่ได้รับมันมาเป็นของตัวเอง นวนิยายของ Vonnegut ไม่ตัดสินแทนคุณ
ในบทแรก Vonnegut เล่าว่าตอนบอกเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Harrison Starr ว่ากำลังเขียนหนังสือต่อต้านสงคราม เพื่อนถามกลับว่าทำไมไม่เขียนหนังสือต่อต้านธารน้ำแข็งแทน สงครามหยุดยากพอๆ กับธารน้ำแข็ง Vonnegut รู้ว่าหนังสือหยุดสงครามไม่ได้ แต่ก็ยังเขียน
ฉบับภาษาไทย แปลโดยนพดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง ปี 2011
๏
วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี ของ Mitch Albom ตีพิมพ์ปี 1997
Morrie Schwartz เป็นอาจารย์สังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัย Brandeis ตอนแก่เขาป่วยเป็น ALS โรคที่เซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมลง กล้ามเนื้อจึงอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนถึงกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจ ปี 1995 รายการโทรทัศน์ Nightline มาสัมภาษณ์เขาสามครั้ง อดีตลูกศิษย์ชื่อ Mitch Albom ที่ขาดการติดต่อไปราวสิบหกปีบังเอิญเห็นรายการ แล้วบินไปหาครู
ทั้งสองนัดกันทุกวันอังคาร เหมือนคาบเรียนสุดท้าย รวม 14 วันอังคาร Morrie เสียชีวิตวันที่ 4 พฤศจิกายน 1995 อายุ 78 ปี หนังสือที่เกิดจากบทสนทนาเหล่านั้นขายได้กว่า 17 ล้านเล่ม
เสียงวิจารณ์ก็มี ในปีที่หนังสือออก Kirkus นิตยสารอเมริกันที่วิจารณ์หนังสือใหม่มาตั้งแต่ปี 1933 เขียนว่าเล่มนี้จริงใจ เขียนอย่างมีฝีมือ แต่เอนไปทางซึ้งเกินพอดี ข้อนี้ไม่ได้ลบสิ่งที่หนังสือทำได้ มันแค่บอกว่าความลึกของหนังสือเล่มนั้นมาจากที่ไหน ไม่ได้มาจากความคิดใหม่ มาจากการที่มีคนกำลังจะตายจริงๆ นั่งพูดอยู่ตรงหน้า
ฉบับภาษาไทย แปลโดยอมรรัตน์ โรเก้ ฉบับแรกพิมพ์โดยซีเอ็ดยูเคชั่นราวปี 2000 ฉบับที่หาได้ตอนนี้พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟีก้า ปี 2021
๏
สองเล่มนี้ต่างกันแทบทุกอย่าง เล่มหนึ่งเป็นนิยายแปลกประหลาดเรื่องเชลยศึกกับมนุษย์ต่างดาว อีกเล่มเป็นบันทึกการพบครูที่กำลังจะตาย แต่เมื่ออ่านคำวิจารณ์ของคนที่ศึกษาสองเล่มนี้ แล้วเทียบกับหนังสืออีกหลายเล่มในตระกูลเดียวกัน ฉันสรุปท่าร่วมได้หกท่า
หนึ่ง เสียงเรียบ ประโยคสั้น ไม่ประดับ เหมือนคนเล่าเหตุการณ์ ไม่ใช่คนแสดงความรู้สึก
สอง ความขันหรือความอ่อนโยนวางอยู่ข้างความโศก ไม่ได้มาแทนกัน
สาม มีวิธีเล่าที่จัดลำดับเวลาใหม่ Billy หลุดออกจากเวลา บทเรียนถูกจัดเป็นคาบเรียนทุกวันอังคาร บางเล่มเปิดด้วยความตาย แล้วค่อยย้อนไปเล่าชีวิต
สี่ มีวลีหรือพิธีที่กลับมาซ้ำ so it goes 106 ครั้ง การนัดพบทุกวันอังคาร
ห้า มีพยานที่เคยยืนใกล้ความตายจริง
หก คนเล่ายอมรับว่าคำพูดทำอะไรไม่ได้บ้าง Vonnegut บอกตั้งแต่บทแรกว่าหนังสือของเขาสั้นและสับสน เพราะไม่มีอะไรฉลาดๆ ที่จะพูดถึงการสังหารหมู่ได้
ข้อสรุปนี้เป็นของฉันเอง ไม่ใช่ทฤษฎีที่ใครพิสูจน์ไว้
๏
ทีนี้ลองนับย้อนดูหนังสือที่คุณถืออยู่
- เสียงเรียบ: มี
- ความขันข้างความโศก: มี
- วิธีเล่าที่จัดเวลาใหม่: มี เราเร่งเวลาข้ามจากวันที่หนึ่งไปจนดาวดวงสุดท้ายดับ 100 ล้านล้านปีในเจ็ดบท
- วลีที่กลับมาซ้ำ: มี ป้ายบนหัวทุกบทที่บอกว่าเวลาที่เหลือคือตลอดไป จนวันที่มันเปลี่ยน
- คนเล่าที่ยอมรับว่าคำพูดทำอะไรไม่ได้บ้าง: มี ฉันบอกตั้งแต่ก่อนเปิดเมืองว่า ถ้าวันไหนความคิดเรื่องความตายกลายเป็นความอยากหายไป หนังสือเล่มไหนก็ไม่พอ
ท่าที่ขาดไปคือท่าที่ห้า มีพยานที่เคยยืนใกล้ความตายจริง ท่านี้ฉันไม่มี ฉันไม่เคยยืนใกล้ความตาย
ฉันจึงต้องยืมพยานมา นี่คือพวกเขา
๏
- มหากาพย์กิลกาเมช เรื่องเล่าที่เก่าที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษย์ กษัตริย์ที่ทำพืชแห่งความหนุ่มหายเพราะงู แล้วกลับไปเดินบนกำแพงเมืองของตัวเอง สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ สิ่งที่อยู่ต่อคือสิ่งที่เราสร้างและคนที่มันคุ้มครอง ฉบับภาษาไทย มหากาพย์กิลกาเมช: ตำนานการแสวงหาความเป็นอมตะของมนุษย์ แปลโดยนราวิชญ์ พงศ์พิสิฐศิลป์ สำนักพิมพ์ไศเลนทร์
- ความตายของอีวาน อิลิช ของ Leo Tolstoy ปี 1886 ผู้พิพากษาที่ใช้ชีวิตตามที่สังคมคาดหวังทุกอย่าง รู้ตัวว่ากำลังจะตาย แล้วถามว่าหรือทั้งชีวิตของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ควรเป็น เรื่องเปิดด้วยเพื่อนร่วมงานอ่านข่าวมรณกรรมของเขา และคนเดียวที่พูดเรื่องความตายกับเขาตรงๆ คือคนรับใช้ สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ ความจริงมาถึงช้า แต่ยังมาถึง ฉบับภาษาไทยแปลโดยสิทธิชัย แสงกระจ่าง สำนักพิมพ์คมบาง ปี 2020
- Ikiru ภาพยนตร์ของ Akira Kurosawa ปี 1952 และ Living ฉบับอังกฤษปี 2022 ที่ Kazuo Ishiguro เขียนบท ข้าราชการที่ไม่เคยทำอะไรนอกระเบียบรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วใช้เวลาที่เหลือผลักดันให้มีสนามเด็กเล่นหนึ่งแห่ง สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ ความหมายมีขนาดเท่าสนามเด็กเล่น ฉันยังหาฉบับภาษาไทยที่ยืนยันได้ไม่พบ
- ชีวิตไม่ไร้ความหมาย ของ Viktor Frankl ปี 1946 จิตแพทย์ที่รอดจากค่ายกักกัน เล่าสิ่งที่เห็นแล้วเสนอวิธีมองชีวิตที่เขาเรียกว่า logotherapy สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ ความหมายมาได้จากงาน จากความรัก และจากท่าทีต่อความทุกข์ที่หนีไม่ได้ ฉบับภาษาไทยแปลโดยนพมาส แววหงส์
- คนตายยาก ของ Yu Hua ปี 1993 ชื่อจีนแปลตรงๆ ว่า มีชีวิตอยู่ ลูกเศรษฐีที่เล่นพนันจนหมดตัว แล้วต้องมีชีวิตยืนยาวกว่าคนในครอบครัวแทบทุกคน เล่าผ่านชายแก่ที่คุยกับวัวของตัวเอง สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ การมีชีวิตอยู่ก็เป็นคำตอบได้ทั้งคำตอบ ฉบับภาษาไทยแปลโดยรำพรรณ รักศรีอักษร นานมีบุ๊คส์ ปี 2009
- เปโดร ปาราโม ของ Juan Rulfo ปี 1955 จากเม็กซิโก ชายหนุ่มเดินทางไปหาพ่อที่เมืองชื่อโกมาลา แล้วพบว่าทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงของคนตายที่ยังพูดไม่หยุด เหมือนเงามืดของเมืองหลังเที่ยงคืน สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ ความตายไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นสถานที่ ฉบับภาษาไทยแปลโดยกำพล นิรวรรณ สำนักพิมพ์ผจญภัย ปี 2018
- จอมโจรขโมยหนังสือ ของ Markus Zusak ปี 2005 ความตายเป็นผู้เล่าเรื่องเด็กหญิงที่ขโมยหนังสือในเยอรมนียุคนาซี เป็นผู้เล่าที่อ่อนโยน และยังต้องมารับคนไปอยู่ดี ฉบับภาษาไทยแปลโดยพรรณี ชูจิรวงศ์ แพรวสำนักพิมพ์
- แผลลึก หัวใจสลาย ของ Kazuo Ishiguro ปี 2005 ชื่ออังกฤษ Never Let Me Go เด็กโคลนในโรงเรียนประจำที่ถูกเลี้ยงมาเพื่อบริจาคอวัยวะ ผู้เล่ายอมรับจุดจบของตัวเองอย่างสงบ และความสงบนั้นแหละที่น่ากลัวที่สุด ฉบับภาษาไทยแปลโดยนารีรัตน์ ชุนหชา
- ชั่วนิรันดร์ ของ Natalie Babbitt ปี 1975 ครอบครัวที่ดื่มน้ำจากตาน้ำแล้วไม่แก่ไม่ตาย กับเด็กหญิงที่เลือกไม่ดื่ม สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ การไม่ตายไม่ได้แปลว่าได้มีชีวิต ฉบับภาษาไทยแปลโดยสุริยฉัตร ชัยมงคล สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
- The Last Lecture ของ Randy Pausch ปี 2008 อาจารย์ที่รู้ว่าเหลือเวลาไม่กี่เดือน บรรยายครั้งสุดท้ายโดยตั้งใจให้ลูกเล็กๆ ของเขาได้ฟังเมื่อโตขึ้น เป็นหนังสือที่ใกล้กับครูมอร์รีที่สุดในรายการนี้ ฉบับภาษาไทยแปลโดยวนิษา เรซ อมรินทร์ How to ปี 2024
- เมื่อลมหายใจกลายเป็นอากาศ ของ Paul Kalanithi ปี 2016 ศัลยแพทย์ระบบประสาทที่กลายเป็นคนไข้มะเร็งปอดระยะสี่ เขาเขียนไม่ทันจบ ภรรยาของเขาเขียนบทส่งท้ายให้ สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ หนังสือที่หยุดกลางทางก็สมบูรณ์ได้ ฉบับภาษาไทยแปลโดยโตมร ศุขปรีชา สำนักพิมพ์ Salt ปี 2023
- ตาย-เป็น ของ Atul Gawande ปี 2014 ศัลยแพทย์ที่ถามว่าการแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้คนตายดีหรือแค่ตายช้า สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ คุณภาพของเวลาที่เหลือสำคัญกว่าความยาว ฉบับภาษาไทยแปลโดยบวรศม ลีระพันธ์ สำนักพิมพ์ openworlds ปี 2016
- ลุงบุญมีระลึกชาติ ภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ปี 2010 ชาวนาที่ป่วยใกล้ตาย มีผีภรรยาที่ตายไปแล้วกับลูกชายที่หายไปมานั่งกินข้าวด้วย ได้รางวัลปาล์มทองคำที่เมืองคานส์ เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้ สิ่งที่มันพาไปเห็นคือ คนตายกับคนเป็นนั่งโต๊ะเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมีบทเรียน
- ตายก่อนตาย ของท่านพุทธทาส กับ เผชิญความตายอย่างสงบ ของพระไพศาล วิสาโล และคณะ จากเครือข่ายพุทธิกา คู่นี้พาเรากลับบ้าน เล่มแรกชวนให้ตัวกูของกูตายก่อนร่างกาย เล่มหลังเป็นคู่มือเตรียมใจเผชิญความตายตั้งแต่วันนี้ ทั้งของตัวเองและของคนที่รัก
๏
หนังสือที่ลึกไม่ได้บอกว่าชีวิตมีความหมายอะไร มันพาคุณไปยืนใกล้พอที่จะเห็นเอง
ห้องสมุดในเมืองหลังเที่ยงคืนเปิดตลอดคืนก็จริง แต่ถึงเวลาต้องบอกตรงๆ การข้ามมาอยู่ถาวรที่เราตกลงกันไว้ตอนเข้าเมืองเป็นแค่การสมมุติ ตัวจริงของคุณยังมีชีวิตอยู่ข้างนอก และในเมืองนี้ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ข้างนอกเรียกว่านักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวทุกคนต้องกลับตอนเที่ยงคืน และนาฬิกาบนผนังกำลังเดินเข้าใกล้เลขสิบสอง
บทถัดไป · 15 / 16เที่ยงคืน