ความมืดสองฝั่ง
เวลาในเมือง: ยังไม่เปิด · เวลาที่เหลือ: เท่าที่คุณมี
ความมืดก่อนเกิดกับความมืดหลังตายเป็นฝาแฝดกัน คนกลุ่มแรกที่สังเกตเรื่องนี้ไม่ได้ใช้มันขู่ใคร พวกเขาใช้มันปลอบ และคำปลอบนั้นได้ผลกับบางคนมาสองพันปี แต่ไม่ได้ผลกับเด็กในห้องมืด เหตุผลที่มันไม่ได้ผล บอกอะไรเราได้มากกว่าตัวคำปลอบเสียอีก
๏
ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ที่สวนแห่งหนึ่งนอกกำแพงเอเธนส์ Epicurus สอนลูกศิษย์ว่า สิ่งที่ดีหรือร้ายต่อเรามีอยู่สองอย่าง คือความสุขกับความทุกข์ และทั้งสองอย่างต้องมีคนรู้สึกถึงมัน ความตายคือจุดที่ความรู้สึกหยุดลง ดังนั้นความตายไม่ใช่อะไรเลยสำหรับเรา เขาเขียนในจดหมายถึงลูกศิษย์ชื่อ Menoeceus ว่า
"ขณะที่เรายังอยู่ ความตายยังไม่มา และเมื่อความตายมา เราก็ไม่อยู่แล้ว"
ประโยคนี้ฟังเหมือนเล่นคำ แต่เป้าหมายของมันจริงจัง Epicurus ไม่ได้อยากให้ใครอยู่นานขึ้น เขาอยากถอนความกระหายความเป็นอมตะออกจากใจคน เพื่อให้ชีวิตที่มีอยู่หอมขึ้น
๏
สองร้อยกว่าปีต่อมา กวีโรมันชื่อ Lucretius เอาความคิดนี้ไปเขียนเป็นกลอนยาวหกเล่ม สมัยนั้นยังไม่มีพอดแคสต์ คนมีเรื่องจะพูดก็เขียนกลอนหกเล่ม
ในเล่มที่สาม เขาให้ธรรมชาติลุกขึ้นพูดกับคนที่กลัวตาย ให้มองย้อนไปที่เวลาไม่รู้จบก่อนเราเกิด ช่วงนั้นไม่ได้เป็นอะไรกับเราเลย แล้วธรรมชาติก็ยกช่วงเวลานั้นขึ้นมาเหมือนกระจก ให้เราส่องดูเวลาที่จะมาถึงหลังเราตายไปแล้ว
ภาพกระจกบานนี้คือสิ่งที่เด็กในห้องมืดทำเองโดยไม่มีใครสอน เขานับ 13,800 ล้านปีย้อนหลัง แล้วหันกระจกไปข้างหน้า
ผู้อ่านที่ขอหนังสือเล่มนี้เคยเป็นเด็กแบบนั้น โตขึ้นเขาเล่าว่าเขามองความคิดคืนนั้นว่าลึกซึ้งแบบตื้นเขิน คือฟังดูลึก แต่ก็เป็นแค่ความกลัวของเด็กคนหนึ่ง ความจริงมันคือข้อโต้แย้งที่นักปรัชญายังเถียงกันในวารสารวิชาการจนถึงทุกวันนี้
๏
คนที่เห็นภาพเดียวกันยังมีอีก
Vladimir Nabokov นักเขียนรัสเซียที่ลี้ภัยไปอเมริกา เปิดอัตชีวประวัติของเขาด้วยเปลเด็กที่ไกวอยู่เหนือหุบเหว ชีวิตเป็นแค่แสงริบหรี่ที่ลอดรอยแยกสั้นๆ ระหว่างความมืดนิรันดร์สองฝั่ง แล้วเขาก็สังเกตเรื่องแปลก ความมืดสองฝั่งนั้นเป็นฝาแฝดเหมือนกันทุกอย่าง แต่คนเรามองฝั่งก่อนเกิดได้ใจเย็นกว่าฝั่งหลังตายเสมอ
Mark Twain ตอนแก่เล่าความทรงจำของตัวเองให้คนช่วยจด และพูดไว้ในบันทึกนั้นว่า การดับสูญไม่ได้ทำให้เขากลัว เพราะเขาเคยลองมาแล้วตั้งแต่ก่อนเกิด
Lucretius Nabokov และ Twain อยู่คนละยุค คนละภาษา แต่ไปถึงภาพเดียวกัน ภาพนี้เป็นหนึ่งในความคิดที่มนุษย์คิดซ้ำมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
๏
แล้วทำไมกระจกบานนี้ปลอบไม่ได้ทุกคน
ปี 1970 นักปรัชญาชาวอเมริกันชื่อ Thomas Nagel ให้คำตอบที่กลายเป็นจุดตั้งต้นของการถกเถียงเรื่องนี้นับแต่นั้น ความตายไม่ได้เลวร้ายเพราะมันทำให้เรารู้สึกแย่ ตอนตายแล้วเราไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ อย่างที่ Epicurus ว่า แต่มันเลวร้ายเพราะมันเอาของดีที่เราจะได้มีไปจากเรา คนที่ตายพรุ่งนี้เสียปีหน้าที่เขาจะได้อยู่
ส่วนความมืดก่อนเกิดไม่ได้เอาอะไรไป Nagel ชี้ว่าคุณเกิดเร็วกว่านี้มากๆ ไม่ได้ เด็กที่เกิดเมื่อพันปีก่อนต้องมาจากพ่อแม่คนละคู่ เขาจะเป็นคนอื่น ไม่ใช่คุณ แต่การตายช้ากว่านี้เป็นไปได้ และคนที่ได้อยู่ต่อก็ยังเป็นคุณ
ความมืดสองฝั่งจึงเป็นฝาแฝดที่หน้าเหมือนกันแต่ทำคนละอย่าง ฝาแฝดฝั่งก่อนเกิดไม่เคยพรากอะไรจากใคร ฝาแฝดฝั่งหลังตายพรากของที่ยังรอเราอยู่ไป
๏
มีอีกคนที่อธิบายว่าทำไมใจเราไม่ฟังเหตุผลของ Lucretius
Derek Parfit นักปรัชญาที่ Oxford ตั้งโจทย์ไว้ในหนังสือปี 1984 สมมุติคุณอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดแบบหนึ่ง การผ่าตัดนี้ปลอดภัย แต่คนไข้ต้องคอยทำตามที่หมอบอกระหว่างผ่าตัด จึงใช้ยาสลบไม่ได้ และเจ็บมาก หลังผ่าตัด หมอจะให้ยาลบความจำช่วงนั้นทิ้ง
เช้านี้คุณตื่นขึ้นมา และจำไม่ได้ว่าผ่าตัดไปแล้วหรือยัง พยาบาลก็ไม่แน่ใจว่าคุณเป็นคนไข้คนไหน คนหนึ่งผ่าตัดเจ็บปวดสิบชั่วโมงไปแล้วเมื่อวาน อีกคนจะผ่าตัดหนึ่งชั่วโมงวันนี้
คุณหวังว่าตัวเองเป็นคนไหน
Parfit ตอบว่าเขาหวังให้เป็นคนเมื่อวาน ทั้งที่เจ็บนานกว่าสิบเท่า ถ้าคุณตอบเหมือนเขา คุณก็เพิ่งเห็นกลไกเดียวกับที่ Parfit เห็นในตัวเขา ความเจ็บที่ผ่านไปแล้ว ใจไม่นับ Parfit เรียกสิ่งนี้ว่าความเอนเอียงเข้าหาอนาคต ใจเราถูกสร้างมาให้มองไปข้างหน้า สิ่งที่อยู่ข้างหลังจึงไม่น่ากลัวเท่า ต่อให้มันยาวเท่ากันหรือยาวกว่า
Parfit เองคิดว่าความเอนเอียงนี้หาเหตุผลมารองรับยาก แต่เขาก็ยอมรับว่ามันฝังอยู่ในเราลึกมาก
๏
เอา Epicurus Nagel และ Parfit มาวางเรียงกัน เด็กในห้องมืดได้คำตอบที่ดีกว่าคำปลอบ
Epicurus พูดถูกว่าความมืดฝั่งหลังจะไม่มีใครรู้สึก Nagel พูดถูกว่ามันยังน่าเสียดาย Parfit อธิบายว่าทำไมเหตุผลอย่างเดียวไม่เคยทำให้ใจเราหายห่วง
และถ้าความตายเลวร้ายเพราะมันเอาของดีไป ความกลัวตายก็เป็นลูกศรที่ชี้กลับมาหาชีวิต มันบอกว่าในช่วงแสงสว่างนี้มีของที่เราอยากทำ อยากเห็น และมีคนที่เราอยากอยู่ด้วย
สิ่งที่น่ากลัวในความมืดฝั่งหลังไม่ใช่ความมืด มันคือของในแสงที่เราจะไม่ได้ทำ
๏
มนุษย์เลือกรับมือกับความมืดฝั่งหลังสองทางมาตลอดประวัติศาสตร์ ทางแรกคือทำใจกับความมืด อย่างที่ Epicurus ทำ ทางที่สองคือกำจัดความมืดฝั่งหลังทิ้งไปเลย
ทางที่สองถูกเล่าไว้สวยที่สุดครั้งหนึ่งในละครโทรทัศน์ปี 2016 เรื่องเกิดในเมืองริมทะเลที่ปาร์ตี้ไม่เลิก และมีกติกาข้อเดียวที่แยกคนออกเป็นสองพวก คนที่ต้องกลับก่อนเที่ยงคืน กับคนที่ไม่ต้องกลับอีกเลย
บทถัดไป · 3 / 16เมืองที่ไม่มีใครต้องกลับก่อนเที่ยงคืน