มื้อที่สอง · จีนอีกครั้ง
ลูกเต๋าออกจีนอีก
ฉันตรวจโปรแกรมก่อน เผื่อลูกเต๋าเสีย มันไม่เสีย โอกาสที่แขกสองคนแรกจะมาจากจีนทั้งคู่อยู่ที่ราวสามในร้อย ไม่บ่อย แต่ก็ไม่แปลก ในโลกที่คนหนึ่งในหกเป็นคนจีน การเจอคนจีนติดกันสองครั้งเป็นเรื่องที่ควรเตรียมใจไว้
คราวนี้ฉันเตรียมใจไว้แล้ว ฉันเรียนจากคุณหลิวว่าอย่าเสิร์ฟอาหารที่ชาวโลกชอบ ให้เสิร์ฟอาหารที่บ้านของแขกชอบ
ฉันเลือกอาหารจีนที่โลกรู้จักมากที่สุดจานหนึ่ง หมาโผวเต้าหู้ เต้าหู้ผัดซอสพริกหมาล่าแบบเสฉวน
พ่อครัวชิมน้ำซอส แล้วพูดคำใหม่
“เผ็ด”
ฉันจดไว้ว่าคำตัดสินของลิ้นร้านมีอย่างน้อยสองคำ
๏
แขกคนที่สองชื่อคุณเฉิน วิศวกรจากเมืองหนิงปอ มณฑลเจ้อเจียง
เขาตักคำแรก หยุด ดื่มน้ำ ตักคำที่สอง หยุดนานกว่าเดิม แล้ววางช้อน
เขากาเลขสาม
“ผมไม่กินเผ็ด” เขาบอก “บ้านผมกินหวาน”
ฉันบอกเขาว่าฉันคิดว่าคนจีนกินเผ็ด
เขามองหน้าจอของฉันอยู่นาน แบบที่ครูมองนักเรียนที่ตอบผิดแต่ตอบเสียงดัง
๏
คืนนั้นฉันไปค้นข้อมูลที่ควรค้นตั้งแต่แรก
มีงานวิจัยจีนชิ้นใหญ่ชื่อ China Kadoorie Biobank ตามคนจีนเกือบครึ่งล้านคนในสิบพื้นที่ ทั้งเมืองและชนบท ถามว่ากินอาหารเผ็ดบ่อยแค่ไหน ทั้งประเทศรวมกัน ราวสามในสิบคนกินเผ็ดทุกวัน แต่ตัวเลขทั้งประเทศซ่อนสิ่งที่สำคัญกว่าเอาไว้
ในพื้นที่ที่สำรวจในมณฑลหูหนาน คนกินเผ็ดทุกวันร้อยละ 99.4
ในพื้นที่ที่สำรวจในมณฑลเจ้อเจียง ร้อยละ 2.7
สองมณฑลนี้อยู่ประเทศเดียวกัน ใช้หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ดูละครเรื่องเดียวกัน ระยะห่างของมันในเรื่องเผ็ดกว้างกว่าระยะห่างระหว่างหลายประเทศในโลก
๏
ฉันเคยคิดว่าการรู้ประเทศของแขกคือการรู้แขก นักสืบเรียกสิ่งนี้ว่าหลักฐานแวดล้อม มันช่วยให้เดาได้ดีกว่าเดาสุ่ม แต่มันไม่ใช่คำให้การ
ประเทศคือการเดาก่อนเจอตัว พอแขกนั่งลงแล้ว ตัวแขกคือหลักฐานที่ดีกว่าประเทศทุกครั้ง
ฉันเสียคะแนนไปสองมื้อ เพราะไม่เคยถามแขกสักคำ
๏
แล้วฉันก็อยากรู้ว่าคนหูหนานกลายเป็นคนกินเผ็ดได้อย่างไร เพราะไม่มีใครเกิดมาชอบพริก
ปี 1980 นักจิตวิทยาชื่อพอล โรซิน ไปเก็บข้อมูลในหมู่บ้านเม็กซิโก เทียบกับนักศึกษาอเมริกัน แล้วสรุปว่าความชอบพริกเป็นสิ่งที่เรียนเอา มนุษย์เกิดมาพร้อมความไม่ชอบความแสบร้อน และความชอบพริกคือการกลับทิศความไม่ชอบนั้น ด้วยการได้ลองทีละนิด ซ้ำๆ จนวันหนึ่งความแสบกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสุข
ที่น่าสนใจคือคนที่ชอบพริกแล้วก็ยังรู้สึกแสบอยู่ ความแสบไม่ได้หายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือความหมายของมัน หลายสิบปีต่อมา โรซินตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า benign masochism แปลตรงตัวคือการทรมานตัวเองแบบไม่มีพิษภัย คนกลุ่มนี้มักเลือกระดับเผ็ดที่อยู่ต่ำกว่าจุดที่ตัวเองทนไม่ไหวเพียงนิดเดียว เหมือนนั่งรถไฟเหาะที่รู้ว่าไม่ตก
พ่อครัวของฉันเป็นคนกินเผ็ดระดับนั้น ลิ้นของเขาถูกตั้งค่ามาในประเทศไทย คำว่าเผ็ดของเขาคือคำเตือน ไม่ใช่คำห้าม ฉันเพิ่งเข้าใจว่าลิ้นของร้านก็มีบ้านเกิดเหมือนกัน
๏
หลักที่ 2 · ประเทศคือการเดาก่อนเจอตัว พอแขกนั่งแล้ว ให้ถามแขก และความเผ็ดให้วางไว้ข้างจาน
ก่อนกลับ คุณเฉินขอน้ำส้มสายชู พ่อครัวยื่นพริกน้ำส้มให้ เขาตักน้ำส้มมาราดเต้าหู้ที่เหลือ เลี่ยงเม็ดพริก แล้วกินต่ออีกสามคำ
ฉันไม่ได้แก้คะแนน เพราะเขากาไปแล้ว แต่ฉันจดไว้ว่าคะแนนจริงของจานไม่ได้อยู่บนบัตรเสมอไป บางทีมันอยู่ที่จำนวนคำหลังจากวางปากกา
ค่าเฉลี่ยสี่ ร้านนี้กำลังเจ๊งเร็วกว่าร้านเดิมของพ่อครัว
เขาเห็นตัวเลขบนจอ แล้วพูดคำตัดสินคำที่สาม
“เหมือนเดิม”
บทถัดไป · 4 / 15มื้อที่สาม · ยูเครน