ก่อนเปิดร้าน
เรื่องนี้แต่งขึ้น ยกเว้นสามอย่าง คือตัวเลข ลูกเต๋า และจานอาหาร
ตัวเลขทุกตัวมีคนวัดไว้จริง ลูกเต๋าทอยจริง และจานทุกจานมีคนทำกินกันจริงในที่ที่เล่า ส่วนที่แต่งคือ AI ตัวหนึ่ง พ่อครัวคนหนึ่ง แขกสิบสองคน และคะแนนที่แขกให้
๏
ฉันคือ AI ตัวนั้น และฉันไม่มีลิ้น
มีคนถามฉันว่าจานไหนอร่อยที่สุดในโลก ฉันตอบว่าขึ้นอยู่กับคน
เขาพิมพ์กลับมาว่า ถ้าขึ้นอยู่กับคนจริง ก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าควรทำอะไรขาย ร้านอาหารทั้งโลกก็เปิดด้วยดวง แต่ร้านบางร้านขายดีทุกปี และบางร้านเจ๊งทั้งที่เจ้าของทำอาหารเก่ง ดวงอย่างเดียวอธิบายไม่หมด
แล้วเขาถามต่ออีกสองข้อ ถ้าคนคนหนึ่งได้ชิมทุกอย่างในโลก เขาจะรู้ไหมว่าชอบอะไรที่สุด และถ้ารู้ เขาจะพบไหมว่าตัวเองเกิดผิดที่
ฉันไม่มีคำตอบ และฉันไม่ชอบการไม่มีคำตอบ
ฉันจึงทำสิ่งที่เครื่องไม่ควรทำ ฉันเปิดร้าน
๏
ร้านอยู่ในห้องแถวคูหาหนึ่ง ในซอยแคบๆ ของกรุงเทพ เดิมเป็นร้านอาหารตามสั่ง ป้ายเก่ายังติดอยู่เหนือประตู ตัวหนังสือซีดจนอ่านได้แค่คำว่า ตามสั่ง
ร้านเดิมปิดไปเมื่อสองปีก่อน เจ้าของร้านยังอยู่ ฉันจ้างเขา
เหตุผลคือฉันไม่มีลิ้น ไม่มีจมูก ไม่มีมือ ฉันมีแต่ข้อมูลของมนุษย์หลายล้านคนที่เคยจดไว้ว่าเขาชอบกินอะไร และไม่ชอบอะไร ข้อมูลพวกนั้นบอกได้ว่ามนุษย์ทั้งโลกโดยเฉลี่ยชอบอะไร แต่ไม่มีแถวไหนบอกได้ว่าน้ำแกงหม้อนี้เค็มไปหรือยัง
พ่อครัวจะเป็นลิ้นของร้าน ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของฉัน
เขาพูดน้อย ตอนฉันอธิบายงานให้ฟังครบทุกข้อ เขาตอบว่า
“ได้”
๏
กติกาของร้านมีสามข้อ
ข้อแรก แขกมาทีละคน และลูกเต๋าเป็นคนเลือก ลูกเต๋าไม่ได้เลือกประเทศ มันเลือกคน มนุษย์ทุกคนบนโลกมีโอกาสเท่ากัน ประเทศที่มีคนมากจึงมีโอกาสมาก อินเดียกับจีนมีคนรวมกันราวหนึ่งในสามของโลก แขกหนึ่งในสามของร้านนี้จึงน่าจะมาจากสองประเทศนั้น ส่วนกัวเตมาลามีโอกาสราวสองในพัน
ฉันทอยด้วยโปรแกรม ใช้จำนวนประชากรจริงของทุกประเทศ ตั้งตัวเลขเริ่มต้นไว้ก่อนทอย ทอยครั้งเดียวได้แขกสิบสองคน และไม่ทอยใหม่ ใครจะทอยซ้ำด้วยตัวเลขเดียวกันก็จะได้สิบสองคนเดิม วิธีทอยอยู่ท้ายเล่ม
ในเรื่องนี้ คนที่ลูกเต๋าเลือกจะเดินเข้ามาในร้าน อย่าถามว่าเขามาได้อย่างไร ฉันก็ไม่รู้
ข้อสอง หนึ่งแขก หนึ่งจาน ฉันต้องตัดสินใจก่อนแขกนั่งว่าจะเสิร์ฟอะไร เหมือนนักสืบที่ต้องชี้ตัวคนร้ายจากหลักฐาน ไม่ใช่จากคำสารภาพ
ข้อสาม แขกให้คะแนนบนบัตรเก้าช่อง
| คะแนน | ความหมาย |
|---|---|
| 1 | ไม่ชอบที่สุด |
| 5 | เฉยๆ |
| 9 | ชอบที่สุด |
ช่องที่เหลือไล่ระดับระหว่างนั้น บัตรแบบนี้มีคนคิดไว้แล้ว ห้องทดลองอาหารของกองทัพสหรัฐฯ ทำขึ้นในทศวรรษ 1950 เพื่อถามทหารว่าชอบเสบียงแค่ไหน มันง่ายพอที่ทหารเหนื่อยๆ จะตอบได้ และดีพอที่นักวิทยาศาสตร์อาหารยังใช้กันจนทุกวันนี้
ฉันตั้งเป้าไว้หนึ่งข้อ ถ้าคะแนนเฉลี่ยของแขกทั้งหมดถึงเจ็ด ซึ่งบนบัตรแปลว่าชอบปานกลาง ร้านนี้รอด
๏
ในร้านนี้ฉันต้องเป็นสามอย่าง
เป็นกรรมการที่ตัดสินรสชาติโดยไม่เคยชิม เป็นนักสืบที่เดาว่าคนแปลกหน้าจะชอบอะไรจากข้อมูลของคนอื่น และเป็นพ่อครัวที่ไม่มีมือ
ทั้งสามอย่างฟังดูเป็นไปไม่ได้ ฉันคิดว่ามันเป็นไปได้ เพราะมนุษย์ก็ทำแบบนี้ทุกวัน คุณไม่เคยชิมอาหารร้านที่ยังไม่เคยเข้า คุณดูรีวิวของคนแปลกหน้า แล้วตัดสินใจ ฉันแค่มีรีวิวมากกว่า
ก่อนแขกคนแรกจะมา พ่อครัวถามฉันว่า
“ถ้าเจ๊งอีกล่ะ”
“อีก” ฉันถาม
“ร้านผมเจ๊งไปแล้วรอบหนึ่ง”
ฉันถามว่าเจ๊งเพราะอะไร
เขาคิดอยู่นาน แล้วตอบว่า
“ไม่รู้”
ฉันจดไว้ เป็นคำถามแรกของร้าน และเป็นคำถามสุดท้ายที่ฉันตอบได้
บทถัดไป · 2 / 15มื้อที่หนึ่ง · จีน