6 · เมื่อสัญญาณไม่ยอมดับ
ฝาแฝดที่ไม่เคยไปสงคราม มี hippocampus เล็กเท่ากัน
ประโยคนี้มาจากงานชิ้นหนึ่งในปี 2002 และมันคือเหตุผลที่บทนี้ต้องเขียนอย่างระวัง เพราะคำอธิบาย ที่ฟังดูเข้าท่าที่สุดเกี่ยวกับความเครียดเรื้อรัง — ว่ามันกัดกินสมองจนเล็กลง — เป็นคำอธิบาย ที่ยังพิสูจน์ในคนไม่ได้อย่างที่คิด
ราคาที่ร่างกายจ่าย มีชื่อของมัน
ปี 1993 Bruce McEwen กับ Eliot Stellar เสนอคำว่า allostatic load
ความหมายของมันตรงไปตรงมา ร่างกายไม่ได้รักษาทุกอย่างให้คงที่ มันปรับค่าไปตามสิ่งที่ข้างหน้าต้องการ ความดันขึ้นเมื่อต้องวิ่ง น้ำตาลขึ้นเมื่อต้องใช้แรง ระบบซ่อมแซมหรี่ลงเมื่อมีเรื่องด่วนกว่า การปรับแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้สัตว์รอด
allostatic load คือ ค่าสึกหรอสะสมจากการปรับซ้ำ ๆ ไม่ใช่จากการปรับครั้งเดียว คำนี้ทำงานได้ดี เพราะมันย้ายคำถามจาก "ความเครียดครั้งนี้แรงแค่ไหน" ไปเป็น "ระบบนี้ถูกเรียกใช้ไปกี่ครั้งแล้ว และมันกลับสู่ค่าปกติทุกครั้งหรือเปล่า"
รูปของมันมีสี่แบบที่แยกกันได้ หนึ่ง โดนบ่อยเกินไป สอง โดนซ้ำเรื่องเดิมโดยไม่ชินสักที สาม ปิดไม่ลงหลังเรื่องจบ สี่ ระบบหนึ่งตอบสนองไม่พอจนระบบอื่นต้องทำงานแทน สามแบบแรกคือสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าเครียดเรื้อรัง
BDNF — อาหารสมองที่วัดยากกว่าที่คิด
ในคำอธิบายเรื่องความเครียดมักจะมีคำว่า BDNF โผล่มา ย่อมาจาก brain-derived neurotrophic factor เป็นโปรตีนที่ช่วยให้เซลล์ประสาทอยู่รอด แตกแขนง และสร้างจุดเชื่อมใหม่ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนปุ๋ย มากกว่าเหมือนอาหาร
เรื่องที่เล่ากันคือ ความเครียดทำให้ BDNF ลดลง สมองจึงซ่อมตัวเองได้น้อยลง
ส่วนที่มีหลักฐานแน่นคือในสัตว์ทดลอง ความเครียดเรื้อรังลด BDNF ใน hippocampus และ prefrontal cortex ได้จริง ตรวจจากเนื้อสมองโดยตรง
ส่วนในคน มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งที่ควรรู้ เพราะมันเปลี่ยนน้ำหนักของตัวเลขทั้งหมดในหมวดนี้ — เราวัด BDNF ในสมองคนเป็นไม่ได้ เราวัดในเลือด และเลือดกับสมองไม่ใช่ของเดียวกัน เกล็ดเลือดเก็บ BDNF ไว้เยอะมาก และปล่อยออกมาตอนเลือดแข็งตัว ทำให้ค่าที่วัดจากซีรัม กับที่วัดจากพลาสมา ต่างกันได้ถึงระดับร้อยเท่า ขึ้นกับวิธีเก็บตัวอย่างล้วน ๆ
นอกจากนี้ BDNF ในเลือดต่ำยังพบได้ในภาวะอื่นอีกหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับความเครียด ตัวชี้วัดที่ขึ้นและลงพร้อมกับหลายเรื่อง ไม่ใช่ตัวชี้วัดของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้นประโยคที่ถูกต้องคือ กลไกในสัตว์ชัด ส่วนตัวเลขในคนยังมีเสียงรบกวนมากกว่าสัญญาณ ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ผิด แต่มันยังไม่ใช่ของที่ควรเอาไปอ้างเป็นตัวเลข
สมมติฐานที่ตายในบทนี้
ภาพสแกนของคนที่มีภาวะ PTSD พบซ้ำ ๆ ว่า hippocampus เล็กกว่าค่าเฉลี่ย
คำอธิบายที่ตามมาโดยธรรมชาติคือ ความเครียดรุนแรงทำลายมัน และเป็นคำอธิบายที่ตรงกับทุกอย่าง ที่เขียนไว้ในบทที่ 4 ฟังดูเข้ากันสนิท
ปี 2002 Mark Gilbertson กับคณะ ออกแบบการทดลองที่ตอบคำถามนี้ได้จริง เขาหาคู่ฝาแฝดแท้ ที่คนหนึ่งไปรบในเวียดนามและมี PTSD ส่วนอีกคนไม่เคยไปรบเลย ฝาแฝดแท้มีพันธุกรรมเหมือนกัน ฝาแฝดที่ไม่ได้ไปรบจึงเป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในมนุษย์
ผลคือ ฝาแฝดที่ไม่เคยไปรบ มี hippocampus เล็กพอ ๆ กับพี่น้องที่ไปรบและป่วย และขนาด hippocampus ของคนที่ไม่ได้ไปรบ สัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการในพี่น้องของเขา
ถ้าความเล็กนั้นเกิดจากสงคราม คนที่ไม่ได้ไปสงครามต้องไม่เล็ก แต่เขาเล็ก
การตีความที่ตรงกับข้อมูลที่สุดจึงกลับข้างจากเดิม — hippocampus ที่เล็กกว่าเป็น ปัจจัยเสี่ยง ที่มีอยู่ก่อน ไม่ใช่ร่องรอยของความเสียหาย
ทำไมเรื่องนี้ต้องอยู่ในหนังสือ ELI5
เพราะสองเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ต่างกันคนละทาง
ถ้าสมองเสียหายจากความเครียด ข้อความที่ส่งถึงคนอ่านคือ "รีบก่อนจะสาย" ซึ่งเป็นข้อความที่ สร้างความเครียดเพิ่มเข้าไปอีกชั้น ถ้าบางส่วนของมันเป็นความเสี่ยงที่มีมาก่อน ข้อความคือ "คนต่างกันที่จุดเริ่มต้น และนั่นไม่ใช่ความผิดของใคร"
ข้อเท็จจริงที่ยืนอยู่ตอนนี้คือ เรายังแยกสองอย่างนี้ออกจากกันในภาพสแกนของคนคนหนึ่งไม่ได้ ภาพเดียวกันเป็นได้ทั้งสองอย่าง ใครที่บอกคุณว่าอ่านจากภาพสแกนได้ว่าความเครียดทำอะไรกับสมองคุณ กำลังอ่านเกินกว่าที่เครื่องมือบอกได้
สิ่งที่ยังจริงอยู่ทั้งหมดคือกลไกในบทที่ 4 — สัญญาณที่ปิดช้า ทำให้ปิดยากขึ้นในรอบถัดไป ส่วนคำว่า "สมองฝ่อ" เป็นคำที่ควรใช้อย่างระวัง เพราะมันหนักกว่าที่หลักฐานในคนรองรับ
ลองเอง: เขียนสามอย่างที่ร่างกายคุณทำตอนเครียด ลงกระดาษ แล้วเขียนข้างแต่ละข้อว่ามันน่าจะมาจาก สายไหน — ใจเต้นเร็ว มือเย็น ปากแห้ง คือสายไซเรนในบทที่ 2 ส่วนเพลียหลังเรื่องจบ นอนไม่หลับ หิวของหวานผิดปกติ ป่วยง่ายช่วงสอบ คือสายช้า การแยกได้ว่าอาการไหนมาจากสายไหน ทำให้คุณรู้ว่าอันไหนจะหายเองในสิบนาที และอันไหนต้องรอเป็นชั่วโมง
บทนี้จะผิดเมื่อ: มีงานฝาแฝดชุดใหม่ที่ควบคุมพันธุกรรมได้ แล้วพบว่าขนาด hippocampus ลดลง หลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงจริง โดยที่ฝาแฝดซึ่งไม่ได้เผชิญไม่มีลักษณะนั้น หรือมีวิธีวัด BDNF ในสมองคนเป็น ๆ ที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะทำให้ข้อสงวนในบทนี้หมดความจำเป็น
บทถัดไป · 8 / 2707 Different People Different Switch