5 · เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่ความแรง
สิ่งที่สัตว์ในกรงเรียนรู้ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง มันเรียนรู้ว่าควบคุมได้ — และคนที่ตั้งทฤษฎีนั้น ขึ้นมาเอง เขียนเองในปี 2016 ว่าเขาอ่านมันกลับข้างมาห้าสิบปี
บทนี้คือคำตอบของคำถามที่ค้างไว้ในบทที่ 3 ว่าอะไรตัดสินว่าความเครียดครั้งหนึ่งจะจบลงแบบไหน และคำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ความแรงของเหตุการณ์เลย
การทดลองที่เปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งวงการ
ปลายทศวรรษ 1960 มีการทดลองแบบหนึ่งที่ออกแบบได้สะอาดมาก และหลักการของมันเข้าใจได้ในสามบรรทัด
สัตว์สองตัว ได้รับไฟช็อตที่ขาเท่ากันเป๊ะ นานเท่ากันเป๊ะ จังหวะเดียวกันเป๊ะ ต่างกันข้อเดียว คือตัวแรกมีล้อให้หมุน หมุนแล้วไฟหยุด ส่วนตัวที่สองไม่มีอะไรให้ทำเลย มันได้รับและหยุดรับ พร้อมกับตัวแรกทุกครั้ง เพราะสายไฟต่อถึงกัน
ปริมาณไฟฟ้าที่ร่างกายสองตัวนี้ได้รับ เท่ากันทุกประการ สิ่งเดียวที่ต่างคือตัวหนึ่ง ทำอะไรได้
ผลที่ออกมาคือตัวที่ทำอะไรไม่ได้ป่วยหนักกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในระดับพฤติกรรมและในระดับร่างกาย ตัวที่มีล้อให้หมุน แทบไม่ต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้ถูกช็อตเลย
ความเครียดจึงไม่ได้วัดกันที่ว่าเกิดอะไรขึ้น มันวัดกันที่ว่าคุณทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้าง
สองอย่างที่เปลี่ยนความหมายของเหตุการณ์เดียวกัน
จากงานชุดนี้และงานที่ตามมา มีสองปัจจัยที่โผล่มาซ้ำ ๆ
ควบคุมได้หรือไม่ — มีอะไรที่คุณทำแล้วเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ไหม ต่อให้เล็กแค่ไหนก็ตาม
คาดเดาได้หรือไม่ — คุณรู้ไหมว่ามันจะมาเมื่อไร เสียงดังที่ดังทุกชั่วโมงตรงเวลา สร้างความเครียด น้อยกว่าเสียงดังเท่ากันที่ดังแบบสุ่ม เพราะอย่างแรกมีช่วงที่ร่างกายรู้ว่าปลอดภัยและพักได้ อย่างหลังไม่มีเลย
สองข้อนี้อธิบายเรื่องที่สังเกตได้จากตัวเอง ว่างานที่หนักมากแต่รู้ว่าจบวันไหน ทนได้ดีกว่างานที่เบากว่าแต่ไม่รู้ว่าจะโดนเรียกเมื่อไร ความหนักไม่ใช่ตัวแปรหลัก ความคาดเดาได้ต่างหาก
ชั้นที่อยู่ระหว่างเหตุการณ์กับร่างกาย
นักจิตวิทยาชื่อ Richard Lazarus เสนอคำที่ใช้กันมาจนถึงวันนี้ว่า appraisal คือการประเมินที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์กับการตอบสนอง และมันมีสองจังหวะ
จังหวะแรกถามว่า นี่เป็นภัยกับฉันไหม จังหวะที่สองถามว่า ฉันมีของพอจะรับมือไหม
คำตอบของจังหวะที่สองคือสิ่งที่ตัดสินแทบทุกอย่าง เหตุการณ์เดียวกันที่คนหนึ่งอ่านว่า "ยากแต่พอไหว" กับอีกคนอ่านว่า "เกินตัวแน่ ๆ" จะสร้างการตอบสนองทางร่างกายคนละแบบ ทั้งที่ข้อมูลขาเข้าเหมือนกันทุกตัวอักษร
นี่คือจุดที่ภาคสองของเล่มนี้เข้ามาทำงาน CBT ไม่ได้พยายามเปลี่ยนเหตุการณ์ มันเข้าไปที่จังหวะที่สอง
ห้าสิบปีผ่านไป แล้วคนที่ตั้งทฤษฎีก็เขียนแก้
การทดลองเรื่องสัตว์กับไฟช็อตเป็นรากของคำว่า learned helplessness ความสิ้นหวังที่ถูกเรียนรู้ คำอธิบายที่ใช้กันมาตลอดคือ สัตว์เรียนรู้ว่าทำอะไรก็ไม่มีผล จึงเลิกพยายาม
ในปี 2016 Steven Maier กับ Martin Seligman สองคนที่ทำงานชุดนี้มาตั้งแต่ต้น ตีพิมพ์บทความ ในวารสาร Psychological Review แล้วเขียนตรง ๆ ว่าครึ่งหนึ่งของทฤษฎีเดิม กลับข้าง
สิ่งที่ประสาทวิทยาห้าสิบปีพบคือ การนิ่งเฉยและถอดใจ ไม่ได้ถูกเรียนรู้ มันเป็นค่าตั้งต้น ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งไม่พึงประสงค์ยาว ๆ มีวงจรในก้านสมองที่ทำงานแบบนั้น โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ ถูกเรียนรู้จริง ๆ คือการควบคุม prefrontal cortex เป็นส่วนที่ตรวจจับว่า "ตรงนี้ฉันมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง" และเมื่อมันตรวจเจอ มันจะ ยับยั้ง วงจรถอดใจนั้นไว้
พลิกความหมายทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเราเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง แต่เราเรียนรู้ที่จะไม่สิ้นหวัง และถ้าไม่ได้เรียน เราจะอยู่ที่ค่าตั้งต้น
ข้อนี้มีผลจริงกับสิ่งที่คุณทำได้ เพราะมันเปลี่ยนเป้าหมาย จากการพยายาม "เลิกรู้สึกหมดหวัง" ซึ่งเป็นการสั่งอารมณ์ ไปเป็นการหาสิ่งที่ควบคุมได้จริงสักอย่าง แล้วทำมัน ซึ่งเป็นการกระทำ และการกระทำนั้นคือสิ่งที่ป้อนข้อมูลกลับเข้าไปในวงจรที่ตรวจจับการควบคุม
เล็กก็ได้ ไม่ต้องเกี่ยวกับปัญหาหลักก็ได้ สิ่งที่วงจรนั้นอ่าน ไม่ใช่ขนาดของสิ่งที่คุณควบคุม มันอ่านว่ามีหรือไม่มี
ลองเอง: นึกถึงเรื่องที่กวนใจที่สุดในตอนนี้ แล้วเขียนรายการของสิ่งที่คุณ ยังเลือกได้จริง ในเรื่องนั้น ข้อเดียวก็พอ และอนุญาตให้เล็กมาก — จะตอบกลับวันนี้หรือพรุ่งนี้เช้า จะถามคำถามนี้ก่อนหรือคำถามนั้นก่อน จะเดินไปคุยหรือจะพิมพ์ไป เลือกหนึ่งข้อ แล้วทำวันนี้ ประเด็นไม่ใช่ว่ามันแก้ปัญหาได้ ประเด็นคือมันเป็นข้อมูลชนิดที่วงจรในบทนี้อ่านได้
บทนี้จะผิดเมื่อ: มีงานที่ให้ความเครียดระดับเดียวกันแก่สองกลุ่ม ต่างกันแค่การควบคุมได้ แล้วพบว่าผลทางร่างกายไม่ต่างกัน หรือมีหลักฐานที่ย้อนข้อสรุปปี 2016 กลับไปเป็นฉบับเดิม ว่าความนิ่งเฉยเป็นของที่ถูกเรียนรู้ขึ้นมาใหม่จริง
บทถัดไป · 7 / 2706 When It Will Not Stop