6 · พื้นที่ผิว
มีคนแบบหนึ่งที่ทุกวงการมี เขาทำงานดีกว่าคนอื่นในห้องจริงๆ เขารู้ลึกกว่า ทำละเอียดกว่า และเขาไม่เคยได้โอกาสที่คนทำงานหยาบกว่าได้ ทุกครั้งที่มีข้อเสนอลอยผ่านมาในวงการ มันผ่านไปทางอื่น เขาจึงสรุปตามเหตุผลว่าตัวเองโชคไม่ดี และเขาสรุปผิด — ไม่ใช่เพราะเขาโชคดี แต่เพราะสิ่งที่เกิดกับเขาไม่ได้อยู่ในหมวดโชคเลย มันอยู่ในหมวดที่นับได้
ข้อสองในสี่ข้อ — จำนวนถังจับฉลากที่คุณอยู่ในนั้น — เป็นข้อที่ขยับได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และเป็นข้อที่ถูกละเลยมากที่สุด เพราะการขยับมันไม่ให้ความรู้สึกเหมือนการทำงาน คนที่ทำงานเก่งจะรู้สึกว่าการทำงานให้เก่งขึ้นคือคำตอบของทุกปัญหา ซึ่งเป็นความเชื่อที่พาเขามาไกลถึงตรงนี้ และเป็นความเชื่อที่หยุดเขาไว้ตรงนี้พอดี
ปี 2010 วิศวกรซอฟต์แวร์ชื่อ Jason Roberts เขียนบทความสั้นๆ ลงบล็อกตัวเอง ตั้งชื่อแนวคิดว่า luck surface area หรือพื้นที่ผิวของโชค พร้อมสมการหนึ่งบรรทัด
L = D × T — โดย L คือโชค D คือสิ่งที่คุณลงมือทำ และ T คือการบอกให้คนอื่นรู้
ต้องพูดให้ตรงก่อนไปต่อ นี่ไม่ใช่ผลการวิจัย มันเป็นบทความในบล็อก ไม่มีข้อมูล ไม่มีการวัด และไม่เคยมีใครทดสอบสมการนี้ในงานวิชาการใดๆ เท่าที่การค้นคว้ารอบนี้หาได้ ถ้าใครยกมันขึ้นมาในฐานะ "หลักการทางคณิตศาสตร์" เขากำลังยกภาพเปรียบเทียบขึ้นมาแล้วติดป้ายผิด
แต่ภาพเปรียบเทียบที่ดีทำงานอย่างหนึ่งได้ คือมันชี้ไปที่ของที่มีอยู่จริง และของที่สมการนี้ชี้ไปมีอยู่จริง มันคือข้อสังเกตว่าโอกาสไม่ได้เดินทางในอากาศ มันเดินทางผ่านคน และจำนวนคนที่รู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ คือจำนวนช่องทางที่โอกาสจะเดินมาถึงคุณได้ ส่วนที่คูณกันก็สำคัญ เพราะถ้า T เป็นศูนย์ ไม่ว่า D จะใหญ่แค่ไหน ผลคูณก็เป็นศูนย์ คนในย่อหน้าแรกของบทนี้อยู่ในสภาพนั้นพอดี
ทีนี้มาดูของที่วัดจริง
งานปี 1973 ที่ทุกคนอ้าง และมักอ้างผิด
Mark Granovetter ตีพิมพ์ The Strength of Weak Ties ใน American Journal of Sociology เมื่อปี 1973 ข้อมูลของเขามาจากคนทำงานสายวิชาชีพและบริหาร 282 คนในเมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ปี 1969 ในกลุ่มที่ได้งานผ่านคนรู้จัก เขาถามว่าเจอคนคนนั้นบ่อยแค่ไหน คำตอบที่ได้คือ เจอบ่อย 16.7 เปอร์เซ็นต์ · เจอเป็นครั้งคราว 55.6 เปอร์เซ็นต์ · เจอนานๆ ครั้ง 27.8 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขชุดนี้ย่อได้ง่ายมากเป็นประโยคเดียวว่า "คนที่พาโอกาสมาให้คุณคือคนที่คุณไม่สนิท" และการย่อแบบนั้นใกล้เคียงกับความจริงพอที่จะเดินทางต่อได้ แต่เพี้ยนไปในทางที่สำคัญ Granovetter เองกลับมาเขียนทบทวนงานของตัวเองในปี 1983 ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องนี้ และมีสองข้อที่ควรรู้ เรื่องแรกคืองานชิ้นนี้เป็นการสำรวจย้อนหลังจากคำบอกเล่า ไม่ใช่การทดลอง มันบอกได้ว่าอะไรเกิดคู่กัน ไม่ได้บอกว่าอะไรทำให้อะไรเกิด เรื่องที่สองสำคัญกว่า
ปี 2022 มีการทดลองที่ตอบคำถามนี้ได้จริง Karthik Rajkumar และคณะตีพิมพ์ใน Science ผลจากการทดลองแบบสุ่มบนระบบแนะนำคนรู้จักของ LinkedIn ที่รันต่อเนื่องห้าปี ครอบคลุมผู้ใช้ 20 ล้านคน สร้างความสัมพันธ์ใหม่ราวสองพันล้านเส้น ใบสมัครงาน 70 ล้านใบ และการเปลี่ยนงานจริง 600,000 ครั้ง นี่เป็นข้อมูลเชิงสาเหตุ ไม่ใช่เชิงความสัมพันธ์ เพราะระบบสุ่มว่าใครจะได้เห็นคำแนะนำแบบไหน
ผลที่ได้ยืนยัน Granovetter ครึ่งหนึ่ง และแก้เขาอีกครึ่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่อ่อนช่วยเรื่องงานได้ดีกว่าความสัมพันธ์ที่แน่นจริง แต่ไม่ใช่แบบที่ยิ่งอ่อนยิ่งดี มันเป็นเส้นโค้งคว่ำ — ความสัมพันธ์ที่ได้ผลที่สุดคือความสัมพันธ์ที่อ่อนพอประมาณ ราวสิบคนรู้จักร่วมกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไม่มีคนรู้จักร่วมกันเลย คนที่ไกลเกินไปไม่รู้จักคุณพอจะนึกถึงคุณ คนที่ใกล้เกินไปรู้เรื่องเดียวกับที่คุณรู้อยู่แล้ว จุดที่ได้ผลอยู่ตรงกลาง
(งานชิ้นนี้ถูกวิจารณ์เรื่องจริยธรรมด้วย เพราะผู้ใช้ไม่ได้รับแจ้งว่าตัวเองอยู่ในการทดลอง ข้อวิจารณ์นั้นมีน้ำหนักและควรอยู่ในหน้าเดียวกับผลของมัน)
กลไกที่อยู่ข้างใต้
ทำไมคนที่ห่างออกไปหน่อยถึงมีค่ากว่า คำตอบไม่ได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ มันเกี่ยวกับข้อมูล
Ronald Burt วัดเรื่องนี้ไว้ในงานปี 2004 ที่ตีพิมพ์ใน American Journal of Sociology เขาเก็บไอเดียจากผู้จัดการ 673 คนในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ได้คำตอบกลับมา 455 คน แล้วให้ผู้บริหารให้คะแนนไอเดียเหล่านั้น ผลคือ ไอเดียจากคนที่เครือข่ายของเขาปิดอยู่ในกลุ่มเดียว ถูกตีตกในอัตรา 43 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการถูกตีตกโดยรวมอยู่ที่ 32 เปอร์เซ็นต์ (ตัวบทความไม่ได้ระบุชื่อบริษัท และ Burt เขียนไว้เองว่าการพิสูจน์เชิงสาเหตุจริงๆ ต้องใช้การออกแบบเชิงทดลอง ซึ่งงานชิ้นนี้ไม่ได้ทำ)
เหตุผลตรงไปตรงมา คนที่คุยกับคนกลุ่มเดียวทั้งวัน จะได้ยินความคิดชุดเดียวกันซ้ำๆ ความคิดที่ดูใหม่ในวงหนึ่ง มักเป็นความคิดที่เก่าแล้วในอีกวงหนึ่ง คนที่ยืนคร่อมสองวงจึงได้ของที่ดูเหมือนความคิดสร้างสรรค์มาฟรีๆ ทั้งที่เขาแค่ขนของข้ามกำแพง
ข้อนี้มีหลักฐานเชิงสาเหตุรองรับจากที่ที่ไม่มีใครตั้งใจทดลอง คือช่วงที่โลกเปลี่ยนไปทำงานทางไกลพร้อมกัน Longqi Yang และคณะตีพิมพ์ใน Nature Human Behaviour ปี 2022 จากข้อมูลพนักงานไมโครซอฟท์ 61,182 คน โดยเทียบก่อนและหลังการเปลี่ยน ผลคือการทำงานทางไกลทำให้ความสัมพันธ์ที่เชื่อมข้ามกลุ่มลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ เวลาที่ใช้กับความสัมพันธ์ข้ามกลุ่มลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ และเวลาที่ใช้กับความสัมพันธ์ที่อ่อนลดลง 32 เปอร์เซ็นต์ เครือข่ายไม่ได้เล็กลง มันแข็งตัวและแยกเป็นก้อนๆ
ราคาของการบอก
เหลือครึ่งหลังของสมการ คือ T — การบอกให้คนอื่นรู้ ซึ่งเป็นครึ่งที่คนไทยจำนวนมากอึดอัดที่สุด และมีหลักฐานว่าความอึดอัดนั้นตั้งอยู่บนการประเมินที่ผิด
Francis Flynn และ Vanessa Bohns ตีพิมพ์งานชุดหนึ่งใน Journal of Personality and Social Psychology ปี 2008 ให้ผู้เข้าร่วมทำนายว่าถ้าเดินไปขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า จะต้องขอกี่คนถึงจะได้คนช่วยตามจำนวนที่ต้องการ แล้ววัดของจริง ผลคือคนประเมินต่ำไปมาก ในงานชุดแรกต่ำไปถึงราวครึ่งหนึ่ง Bohns สรุปรวมงานในสายนี้ไว้ในปี 2016 จากการทดลองราวสิบสองชิ้นกับคนแปลกหน้ากว่าหนึ่งหมื่นสี่พันคน ค่าเฉลี่ยของการประเมินต่ำอยู่ที่ราว 48 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าคนทั่วไปเดินไปขอของที่เขาจะได้ ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่ควรขอ
สิ่งที่บทนี้ไม่ได้บอก
บทนี้ไม่ได้บอกให้ไปงานสังคมให้มากขึ้น งานสังคมเป็นวิธีหนึ่งในหลายวิธี และเป็นวิธีที่แย่สำหรับคนจำนวนมาก สิ่งที่หลักฐานบอกคือของที่แคบกว่านั้น — จำนวนคนที่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะคนที่อยู่คนละวงกับคุณและมีคนรู้จักร่วมกันอยู่บ้าง คือตัวแปรที่ขยับแล้วเห็นผล คนคนหนึ่งเพิ่มตัวเลขนั้นได้ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ลงที่สาธารณะ ด้วยการตอบคำถามคนอื่นในที่ที่คนเห็น หรือด้วยการบอกคนสามคนว่าตอนนี้กำลังสนใจอะไร ทั้งสามอย่างไม่ต้องใช้บุคลิกแบบใดแบบหนึ่ง
และข้อสำคัญที่สุด สิ่งที่คุณเพิ่มไม่ใช่ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง คุณเพิ่มจำนวนครั้งที่ถูกจับฉลาก นั่นคือทั้งหมด มันไม่รับประกันอะไร มันแค่เปลี่ยนคุณจากคนที่ถือตั๋วใบเดียวเป็นคนที่ถือสามสิบใบ
ท่าที่เอาไปใช้ได้: เขียนรายชื่อคนที่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ ถ้ารายชื่อนั้นสั้นกว่าห้าคน หรือทุกคนในนั้นอยู่วงเดียวกับคุณ นั่นคือตัวเลขที่ต้องขยับ ไม่ใช่คุณภาพงานของคุณ
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีการทดลองเชิงสาเหตุที่เพิ่มจำนวนคนที่รู้จักงานของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วพบว่าจำนวนโอกาสที่เดินมาถึงพวกเขาไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม ถ้าเป็นอย่างนั้น พื้นที่ผิวเป็นเพียงสิ่งที่พบร่วมกับความสำเร็จ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิด
แหล่ง: Jason Roberts, How to Increase Your Luck Surface Area, 2010 — ต้นฉบับ · Granovetter 1973 และตัวเลข 16.7/55.6/27.8 ตามที่ผู้เขียนเล่าซ้ำเองในปี 1983 — The Strength of Weak Ties: A Network Theory Revisited · Rajkumar และคณะ, A causal test of the strength of weak ties, Science 2022 — หน้าวารสาร · สรุปโดย MIT · ข้อวิจารณ์ด้านจริยธรรม — Science News · Burt, Structural Holes and Good Ideas, AJS 2004 — ฉบับ PDF · Yang และคณะ, Nature Human Behaviour 2022 — หน้าวารสาร · Flynn & Bohns 2008 — หน้าผลงาน Stanford GSB
บทถัดไป · 8 / 137 · คนที่เห็นของที่ไม่ได้หา