‹

5 · โชคที่ดูเหมือนจะหมด

5 · ​โชค​ที่​ดูเหมือน​จะ​หมด

​มี​รูปแบบ​หนึ่ง​ที่เกิด​ขึ้น​บ่อย​จน​คน​ตั้งชื่อ​ให้​มัน​ใน​หลาย​วงการ ​อัลบั้ม​ที่สอง​ไม่​ดี​เท่า​อัลบั้ม​แรก ​นักกีฬา​ที่​เล่น​ดีมาก​ใน​ฤดูกาล​แรก​กลับมา​ธรรมดา​ใน​ฤดูกาล​ที่สอง ​ร้าน​ที่​เปิด​มา​สาม​เดือน​แรก​คน​แน่น​แล้ว​ค่อยๆ ​ซา ​พนักงาน​ที่​ทำ​ผลงาน​ดีเยี่ยม​ไตรมาส​นี้ ​ทำได้​แย่​ลง​ใน​ไตรมาส​หน้า ​ทุก​วงการ​มี​คำอธิบาย​ของ​ตัวเอง — ​ความกดดัน ​ความเหลิง ​ความอิ่ม​ตัว ​หรือ​คำ​ที่​ได้ยิน​บ่อย​ที่สุด ​คือ​โชค​หมด

​สิ่ง​ที่​หาย​ไป​ไม่​ใช่​ฝีมือ ​และ​มัน​ไม่​ใช่​โชค​ที่​หมด​ด้วย ​สิ่ง​ที่​หาย​ไป​คือ​ส่วน​ที่​ไม่​เคย​เป็น​ของ​คุณ​มา​ตั้งแต่แรก ​ผลงาน​ที่​โดดเด่น​เป็นพิเศษ​เกือบ​ทุกครั้ง ​เป็นผล​รวม​ของ​ฝีมือ​กับ​ความสุ่ม​ที่​เผอิญ​เข้าข้าง​พร้อมกัน ​พอ​ถึง​รอบ​ถัดไป ​ฝีมือ​ยังอยู่​ครบ ​แต่​ความสุ่ม​ไม่​มีเหตุผล​อะไร​จะ​เข้าข้าง​ซ้ำ ​ผลรวม​จึง​ลดลง ​โดย​ไม่​มี​อะไร​แย่​ลง​เลย​สัก​อย่าง

​บท​นี้​อยู่​ใต้​ข้อ​หนึ่งในสี่​ข้อ ​คือ​ความสุ่ม ​และ​มัน​เป็น​บท​ที่​ดู​ความสุ่ม​จาก​มุม​ที่​ต่าง​จาก​บท​ก่อน ​บท​ที่แล้ว​ดู​ความสุ่ม​จาก​ภายนอก ​คือ​ถาม​ว่า​อะไร​ถูก​กำหนด​โดย​อะไร ​บท​นี้​ดู​มัน​จาก​ภายใน ​คือ​ถาม​ว่าความ​สุ่ม​มีหน้า​ตา​อย่างไร​เมื่อ​มัน​เกิด​กับ​คน​คนเดียว​เรียง​ต่อกัน​หลาย​รอบ ​และ​คำตอบ​คือ​มัน​มีหน้า​ตา​เหมือน​โชค​ที่​กำลังจะ​หมด

​ปรากฏการณ์​นี้​มีชื่อ​และ​มีอายุ​ร้อย​สี่​สิบ​ปี Francis Galton ​ตีพิมพ์​บทความ​ชื่อ Regression towards Mediocrity in Hereditary Stature ​ใน​ปี 1886 ​เขา​วัด​ส่วนสูง​ของ​ลูก​ที่​โต​เต็ม​วัย 930 ​คน ​จาก 205 ​ครอบครัว ​แล้ว​พบ​สิ่ง​ที่​ตัว​เขา​เอง​ก็​ไม่​ได้​คาด​ไว้ ​พ่อแม่​ที่สูง​มาก​มีลูก​ที่สูง​กว่า​ค่าเฉลี่ย ​แต่ ​ไม่​สูง​เท่า​พ่อแม่ ​พ่อแม่​ที่​เตี้ย​มาก​มีลูก​ที่​เตี้ย​กว่า​ค่าเฉลี่ย ​แต่​ไม่​เตี้ย​เท่า​พ่อแม่ ​ลูก​ขยับ​เข้าหา​จุด​กลาง​ราว​สอง​ใน​สาม​ของ​ระยะทาง ​จุด​กลาง​ที่​เขา​คำนวณ​ได้​คือ 68.25 ​นิ้ว

Galton ​เรียก​การขยับ​นั้น​ว่า regression ​และ​เขา​คิด​ใน​ตอนแรก​ว่า​มัน​เป็น​กฎ​ทางชีววิทยา​บางอย่าง​ที่​คอย​ดึง​เผ่าพันธุ์​กลับ​เข้าหา​ความธรรมดา ​มัน​ไม่​ใช่ ​มัน​เป็นผล​ทาง​คณิตศาสตร์​ที่เกิด​ขึ้น​เสมอ​เมื่อ​การวัด​สอง​ครั้ง​สัมพันธ์กัน​ไม่​สมบูรณ์ ​ไม่​ว่า​จะ​วัด​อะไร ​ส่วนสูง ​ยอดขาย ​คะแนน​สอบ ​หรือ​ผลงาน​ของ​ทีม ​ตราบใดที่​ผลลัพธ์​มีส่วน​ที่​คงที่​ปน​กับ​ส่วน​ที่​แกว่ง ​ค่า​สุดขั้ว​จะ​ขยับ​เข้าหา​กลาง​เสมอ​ใน​การวัด​ครั้ง​ถัดไป

​กับดัก​ที่​รอ​อยู่​หลังจากนั้น

​ปัญหา​ไม่​ได้​อยู่​ที่​ตัว​ปรากฏการณ์ ​ปัญหา​อยู่​ที่​คำอธิบาย​ที่​คน​ไป​หยิบ​มา​ใส่​ให้​มัน

Daniel Kahneman ​เล่า​เหตุการณ์​หนึ่ง​จาก​ช่วง​กลาง​ทศวรรษ 1960 ​ไว้​หลายครั้ง ​ตอนนั้น​เขา​ไป​บรรยาย​ให้​ครูฝึก​นักบิน​กองทัพอากาศ​ฟัง​เรื่อง​ประโยชน์​ของ​การชม ​แล้ว​มี​ครูฝึก​คน​หนึ่ง​ค้าน​ว่า​ใน​สนาม​จริง​มัน​ตรงข้าม — ​ลง​จอด​สวย​แล้ว​ชม ​ครั้ง​ต่อไป​มัก​แย่​ลง ​ลง​จอด​พัง​แล้ว​ด่า ​ครั้ง​ต่อไป​มัก​ดีขึ้น ​เขา​จึง​สรุป​ว่า​คำชม​ทำให้​คน​เสียคน

​ครูฝึก​คน​นั้น​สังเกต​ถูก​ทุกอย่าง ​และ​สรุป​ผิด​หมด ​การลง​จอด​ที่​สวย​เป็นพิเศษ​คือ​ค่า​สุดขั้ว ​ครั้ง​ถัดไป​ย่อม​ขยับ​เข้าหา​กลาง​ไม่​ว่า​จะ​มี​คน​ชม​หรือไม่ ​การลง​จอด​ที่​พัง​เป็นพิเศษ​ก็​เช่นกัน ​คำชม​และ​คำด่า​เกิดขึ้น​ตรงจุด​สุดขั้ว​พอดี ​มัน​จึง​ได้​เครดิต​ของ​สิ่ง​ที่จะ​เกิดขึ้น​อยู่แล้ว (​เรื่อง​นี้​เป็น​สิ่ง​ที่ Kahneman ​เล่า​ว่า​เขา​พบ​เจอ​ด้วยตัวเอง ​ไม่​ใช่​การทดลอง​ที่​มี​จำนวน​ตัวอย่าง​และ​สถิติ​ของ​ตัวเอง ​เล่ม​นี้​พิมพ์​มัน​ใน​ฐานะ​เรื่องเล่า​ที่​ใช้​อธิบาย​ได้ดี ​ไม่​ใช่​ใน​ฐานะ​หลักฐาน)

​ผล​ของ​กับดัก​นี้​ร้าย​กว่า​ที่​ดู​มาก ​เพราะ​มัน​ทำให้​เรา​ลงโทษ​สิ่ง​ที่​ได้ผล​และ​ให้รางวัล​สิ่ง​ที่​ไม่​ได้ผล​อย่าง​เป็นระบบ ​ทุกครั้งที่​มี​ใคร​ลอง​วิธี​ใหม่​หลังจาก​ผลลัพธ์​แย่​สุดขั้ว ​แล้ว​ผลดี​ขึ้น ​วิธี​ใหม่​นั้น​จะ​ได้​เครดิต​เต็มๆ ​ทั้งที่​ค่าเฉลี่ย​จะ​ดึง​มัน​ขึ้น​มา​อยู่ดี ​วงการ​ที่วัด​ผล​บ่อย​และ​เปลี่ยน​วิธี​เร็ว ​จะ​สะสม​วิธีการ​ที่​ไม่​มีผล​อะไร​เลย​ไว้​เต็มไปหมด ​โดย​ทุก​วิธี​มี​หลักฐาน​รองรับ

​แล้ว​มือร้อน​ล่ะ

​คำถาม​ที่​ตามมา​แน่นอน​คือ ​ถ้า​ค่า​สุดขั้ว​ขยับ​เข้าหา​กลาง​เสมอ ​แล้ว​ช่วง​ที่​คน​รู้สึก​ว่า "​กำลัง​ขึ้น" ​มี​จริง​ไหม

​คำตอบ​ของ​เรื่อง​นี้​เปลี่ยนไป​สอง​ครั้ง​ใน​สี่​สิบ​ปี ​และ​มัน​เป็นตัว​อย่าง​ที่​ดี​ของ​การที่​เครื่องมือวัด​เป็นตัว​กำหนด​คำตอบ

​ปี 1985 Thomas Gilovich, Robert Vallone ​และ Amos Tversky ​ตีพิมพ์​งาน​ที่​กลายเป็น​ตำรา ​ส่วนหนึ่ง​ของ​งาน​ถาม​แฟน​บาสเกตบอล​ว่า ​นัก​บาส​ที่​ยิง​ลูกโทษ​ลง 70 ​เปอร์เซ็นต์ ​จะ​ยิง​ลูก​ที่สอง​ลง​กี่​เปอร์เซ็นต์ ​หลัง​ลูก​แรก​ลง​กับ​หลัง​ลูก​แรก​พลาด ​แฟนๆ ​ตอบ 74 ​กับ 66 ​ห่าง​กัน​แปด​จุด ​แล้ว​ทีม​วิจัย​ไปดู​ข้อมูล​การยิง​จริง ​และ​ไม่​พบ​ความต่าง​นั้น ​อีก​ส่วน​ให้​นัก​บาส​ทีม​มหาวิทยาลัย​คอร์เนลล์ 26 ​คน​ยิง​คนละ​ร้อย​ลูก ​และ​วางเดิมพัน​ทาย​ผล​ของ​ตัวเอง​ก่อน​ยิง​ทุก​ลูก ​คำทาย​ผูก​กับ​ผล​ของ​ลูก​ที่แล้ว​ที่​สห​สัมพันธ์​ราว 0.40 ​ส่วน​ลูก​จริง​ผูก​กับ​ลูก​ที่แล้ว​แค่​ราว 0.05 ​ข้อสรุป​คือ​มือร้อน​เป็น​ภาพลวงตา ​สมอง​มนุษย์​เห็น​รูปแบบ​ใน​ความสุ่ม

​ปี 2018 Joshua Miller ​และ Adam Sanjurjo ​ตีพิมพ์​ใน Econometrica ​ว่า​วิธี​นับ​ของ​งานปี 1985 ​มีอคติ​ซ่อน​อยู่ ​ปัญหา​อยู่​ตรง​ขั้นตอน​ที่​เลือก​ลูก​ที่จะ​นับ — ​การหยิบ​เฉพาะ​ลูก​ที่​ตามหลัง​ลูก​ที่​ลง​ติดกัน​สาม​ครั้ง ​เป็นการ​เลือก​ตัวอย่าง​แบบ​ที่​ทำให้​อัตรา​การลง​ต่ำกว่า​ความจริง​โดย​กลไก ​ไม่​เกี่ยวกับ​ผู้​เล่น​เลย ​เมื่อ​แก้​อคติ​นี้​แล้ว​คำนวณ​ข้อมูล​ชุด​เดิม​ของ​ปี 1985 ​ใหม่ ​ตัวเลข​ที่​เคย​ได้ +3 ​จุด​และ​ไม่​มีนัย​สำคัญ ​กลายเป็น +13 ​จุด​และ​มีนัย​สำคัญ

​ตรงนี้​ต้อง​พูด​ให้​ชัด ​เพราะ​ชื่อ​ของ​บทความ​ปี 2018 ​มี​คำ​ว่า hot hand fallacy ​อยู่​ใน​นั้น ​และ​ชื่อ​แบบ​นั้น​อ่านผ่านๆ ​ได้​ว่า​เป็นการ​ล้ม​ความเข้าใจผิด ​สิ่ง​ที่​ตาย​ใน​ปี 2018 ​ไม่​ใช่​ความเข้าใจผิด​เรื่อง​มือร้อน ​สิ่ง​ที่​ตาย​คือ​ข้อสรุป​ฝั่ง​ตรงข้าม ​คือ​ข้อสรุป​ปี 1985 ​ที่ว่า​มือร้อน​ไม่​มี​อยู่​จริง​เลย ​ส่วน​ความเข้าใจผิด​ยัง​ยืน​อยู่​ครบ ​เพราะ​ขนาดที่​คน​มองเห็น (​แปด​จุด · ​สห​สัมพันธ์ 0.40) ​ยัง​ใหญ่​กว่า​ขนาดที่​วัด​ได้​จริง​มาก​อยู่ดี ​มือร้อน​มี​จริง ​และ​เล็ก​กว่า​ที่​รู้สึก​หลายเท่า

​เกณฑ์​ที่​เอา​ไป​ใช้ได้​จริง

​จาก​ทั้ง​บท​นี้ ​มี​คำถาม​ที่​ปฏิบัติ​ได้​อยู่​ข้อ​เดียว ​คือ ​เมื่อ​ผลลัพธ์​ตกลง​หลัง​ช่วง​ที่​ดีมาก ​ควร​เปลี่ยน​วิธี ​หรือ​ควร​รอ​เฉยๆ

​เกณฑ์​คือ​ดู​ว่า​ค่าที่​ตกลง​มา​นั้น ​ตกลง​มาถึง​ระดับ​ไหน ​ถ้า​มัน​ตก​จาก​ยอด​สุดขั้ว​ลงมา​อยู่​แถวๆ ​ค่าเฉลี่ย​ของ​ตัว​คุณ​เอง​ที่ผ่านมา ​นั่น​คือ regression ​และ​การเปลี่ยน​วิธี​ตอนนี้​คือ​การซ่อม​ของ​ที่​ไม่​ได้​พัง ​ถ้า​มัน​ตกลง​ไป ​ต่ำกว่า ​ค่าเฉลี่ย​เดิม​ของ​คุณ​เอง ​และ​อยู่​ต่ำ​อย่างนั้น​หลาย​รอบ ​นั่น​เป็น​สัญญาณ​อื่น ​และ​ควร​ไปดู

​ซึ่ง​แปล​ว่า​คุณ​ต้อง​รู้​ค่าเฉลี่ย​ของ​ตัวเอง​ก่อน ​คน​ที่​จำได้​แต่วัน​ที่​ดี​ที่สุด​กับ​วันที่​แย่​ที่สุด ​จะ​ไม่​มี​เส้น​อ้างอิง​ให้​เทียบ ​และ​จะ​รู้สึก​ว่า​ชีวิต​เหวี่ยง​ระหว่าง​โชค​กับ​ความซวย​ตลอดเวลา ​ทั้งที่​มัน​แค่​แกว่ง​อยู่​รอบ​ค่า​หนึ่ง​ที่​เขา​ไม่​เคย​วัด


​ท่า​ที่​เอา​ไป​ใช้ได้: ​ก่อน​จะ​เปลี่ยน​วิธี​เพราะ​ผลลัพธ์​ตก ​ให้​เขียน​ค่าเฉลี่ย​ของ​ตัวเอง​ใน​หก​รอบ​ที่ผ่านมา​ลง​ไป​ก่อน ​ถ้า​ค่าที่​ตกลง​มายัง​อยู่​เหนือ​หรือ​เท่ากับ​เส้น​นั้น ​อย่า​เพิ่ง​เปลี่ยน​อะไร

​จะ​พลิก​คำตัดสิน​นี้​ได้​เมื่อ: ​วัด​ค่า​สห​สัมพันธ์​ระหว่าง​ผลงาน​สอง​รอบ​ติดกัน​ใน​งาน​หรือ​กีฬา​ประเภท​นั้น​ได้​สูง​กว่า 0.8 ​ซึ่ง​แปล​ว่า​ส่วน​ที่​แกว่ง​มี​ขนาดเล็ก​จน​แทบ​ไม่​มีผล ​ใน​กรณี​นั้น ​ผลลัพธ์​ที่​ตกลง​เป็น​สัญญาณ​จริง​เกือบ​ทั้งหมด ​และ​คำเตือน​เรื่อง regression ​ใน​บท​นี้​จะ​กลายเป็น​ข้อแก้ตัว​ให้​คน​ที่​ควร​เปลี่ยน​วิธี

​แหล่ง: Galton, Regression towards Mediocrity in Hereditary Stature, 1886 — ​ตัวบท​เต็ม · Gilovich, Vallone & Tversky ​ฉบับ​ที่​ผู้เขียน​เล่า​เอง — The Hot Hand in Basketball, CHANCE 1989 · Miller & Sanjurjo, Surprised by the Hot Hand Fallacy?, Econometrica 2018 — ​หน้า​วารสาร · ​คำอธิบาย​กลไก​ของ​อคติ​พร้อม​ตัวเลข​ที่​คำนวณ​ใหม่ — Data Colada #88

บทถัดไป · 7 / 136 · พื้นที่ผิว
Size
Page
Font

Four Things We Call Luck

❦
1ก่อนอ่าน21 · คนที่บอกผมไว้ก่อน32 · คำเดียวที่ทำงานสี่หน้าที่43 · ห้องที่ไม่มีใครควบคุมได้54 · คนที่คุณไม่เคยได้ยิน65 · โชคที่ดูเหมือนจะหมด76 · พื้นที่ผิว87 · คนที่เห็นของที่ไม่ได้หา98 · เรื่องเล่าที่ถูกจัดให้เรียบร้อยทีหลัง109 · วิทยาศาสตร์ของโชคที่ดังที่สุด และสิ่งที่มันเป็นจริงๆ1110 · ความเสียดายที่ปิดประตูบานที่สอง1211 · โอกาสที่คุณคิดถึง ไม่ใช่โอกาสที่เคยมีอยู่1312 · สี่คำถาม และคำสั่งประจำที่เหลืออยู่ข้อเดียว