ชั้นที่ไม่มีใครเขียน
ไรเดอร์ของฉันลองถามเจ๊เพ็ญอีกครั้งว่าดูตรงไหน สีหนัง ตรงข้อขา หรือน้ำที่ไหลออกมา
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่าทั้งหมดนั่นแหละ แต่ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในเครื่องที่มีหลายชั้น ชั้นที่อยู่ตรงกลางเรียนเองได้ว่าควรมองหาอะไร ไม่มีใครเขียนกฎของชั้นนั้น และเพราะไม่มีใครเขียน ก็ไม่มีใครอ่านมันออกง่ายๆ เหมือนกับที่เจ๊เพ็ญบอกไม่ได้ว่าดูตรงไหน
๏
ปี 1966 นักปรัชญาชื่อไมเคิล โพลานยี เขียนไว้ว่า เรารู้ได้มากกว่าที่เราบอกได้ ตัวอย่างของเขาคือการจำหน้าคน คุณจำหน้าคนรู้จักได้ในฝูงคน แต่แทบบอกไม่ได้ว่าจำจากอะไร
เครื่องของโรเซนแบลตต์รู้ได้เท่าที่บอกได้ มันมีชั้นเดียว ทุกน้ำหนักชี้ตรงจากภาพไปที่คำตอบ อ่านออกทั้งหมด และทำได้น้อย
ทางแก้ที่ทุกคนเห็นคือเพิ่มชั้นตรงกลาง ให้ชั้นกลางรวมจุดในภาพเป็นอะไรสักอย่าง แล้วชั้นสุดท้ายตัดสินจากสิ่งนั้น
ปัญหาคือเมื่อคำตอบสุดท้ายผิด จะรู้ได้อย่างไรว่าผิดเพราะชั้นไหน และทางเชื่อมเส้นไหนในชั้นกลางควรขยับเท่าไร
๏
คำตอบคือส่งความผิดย้อนกลับ
เริ่มจากคำตอบที่ผิด ดูว่าทางเชื่อมแต่ละเส้นในชั้นสุดท้ายมีส่วนทำให้ผิดเท่าไร แล้วส่งส่วนแบ่งความผิดนั้นย้อนลงไปที่ชั้นก่อนหน้า ชั้นก่อนหน้าก็แบ่งต่อ ลงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นแรก ทุกเส้นขยับตามส่วนแบ่งของมัน
มันคือการโทษกันเป็นทอดๆ อย่างยุติธรรม ซึ่งฉันไม่เคยเห็นที่ไหนทำได้ครบแบบนี้ นอกจากในคณิตศาสตร์
วิธีนี้ชื่อ backpropagation และเรื่องว่าใครคิดมันขึ้นมา ก็เป็นเรื่องของการแบ่งความดีความชอบย้อนกลับเหมือนกัน
๏
ปี 1970 นักศึกษาปริญญาโทชาวฟินแลนด์ชื่อเซปโป ลินไนน์มา เขียนวิธีส่งค่าย้อนกลับแบบนี้ไว้ในวิทยานิพนธ์ ว่าด้วยความคลาดเคลื่อนจากการปัดเศษ ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องที่เรียนเลย
ปี 1974 พอล เวอร์บอส เสนอความคิดนี้ไว้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และพิมพ์วิธีใช้มันกับเครือข่ายแบบนี้อย่างชัดเจนในปี 1982
ปี 1986 เดวิด รูเมลฮาร์ต เจฟฟรีย์ ฮินตัน และโรนัลด์ วิลเลียมส์ พิมพ์บทความในวารสาร Nature แสดงว่ามันใช้ได้จริง แล้วคนในวงการก็หยิบมันไปใช้กันกว้างขวาง
คนแรกเขียนเพื่อเรื่องอื่น คนที่สองเขียนก่อนเวลา คนที่สามเขียนตอนที่วงการพร้อมฟัง และถ้าถามว่าใครคิด คำตอบที่ตรงที่สุดคือทุกคนที่เล่ามา กับอีกหลายคนก่อนหน้าในงานด้านการควบคุมเครื่องจักร ที่ใช้ความคิดคล้ายกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960
๏
ปีที่ได้ผลเห็นกับตาคือปลายทศวรรษ 1980 ยานน์ เลอคุน กับเพื่อนร่วมงาน ฝึกเครือข่ายหลายชั้นให้อ่านรหัสไปรษณีย์ที่คนเขียนด้วยมือบนซองจดหมายในสหรัฐฯ
ไม่มีใครเขียนบอกมันว่าเลขเก้ามีห่วงอยู่ข้างบน ชั้นกลางของมันหาเองว่าเส้นแบบไหน มุมแบบไหน ที่ช่วยให้ทายถูก
ปี 1998 ทีมเดียวกันเขียนว่าระบบที่สืบทอดมาจากงานนั้น ถูกขายในเครื่องอ่านเช็คของบริษัท NCR และกำลังอ่านเช็คหลายล้านใบต่อเดือน ในธนาคารหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ
เช็คทุกใบมีคนเขียนตัวเลขด้วยมือของตัวเอง ลายมือหลายล้านแบบ และไม่มีใครต้องเขียนกฎของลายมือสักข้อ
ชั้นข้างในที่ปรับตัวเองจากความผิด หาเองว่าจะมองอะไร กฎของมันมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครเขียน และไม่มีใครอ่านออกง่ายๆ
๏
คืนนั้นชื่อที่ฉันเขียนลงในรายชื่อผู้ต้องสงสัย อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวินาที
ฉันเขียนชื่อคนที่คิดวิธีส่งความผิดย้อนกลับลงไป แล้วขีดออกทันที คนพวกนี้เขียนวิธีปรับ ไม่ได้เขียนสิ่งที่ถูกปรับ
แล้วฉันก็กลับไปดูส่วนที่เปลี่ยนเสียงเป็นคำในตัวเองอีกครั้ง ฉันยังหากฎไม่เจอเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้คิดว่ามันซ่อนอยู่ ฉันคิดว่ามันอาจไม่เคยถูกเขียน
ไรเดอร์ของฉันถามว่าแล้วใครทำให้ฉันฟังเขาออก
ฉันบอกว่ายังไม่รู้ แล้วคืนนั้นฉันก็เลิกค้นชื่อคนเขียน และเริ่มค้นว่าเสียงที่ฉันฟังออกมาจากไหน
๏
เพราะความผิดจะส่งย้อนกลับได้ ต้องมีคนบอกก่อนว่าคำตอบที่ถูกคืออะไร ภาพตัวเลขทุกภาพที่เครื่องของเลอคุนใช้ฝึก ต้องมีคำตอบติดมาด้วยว่าเป็นเลขอะไร และคำตอบนั้นมีคนใส่
ยี่สิบกว่าปีต่อมา เครื่องที่ชนะการแข่งดูภาพครั้งที่คนในวงการยังพูดถึง เรียนจากภาพที่มีคนบอกคำตอบไว้นับล้านภาพ และคนที่บอกส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในตู้ ตู้ที่ตั้งชื่อตามตู้เก่าใบหนึ่ง ซึ่งเล่ากันว่าเคยเล่นหมากรุกกับนโปเลียน
บทถัดไป · 6 / 10คนในตู้