9 · คำถามที่ห้า · ฉันอยากให้มันจริงไหม
นักฟิสิกส์คนหนึ่งขึ้นพูดในพิธีรับปริญญา แล้วบอกหลักข้อแรกของวิทยาศาสตร์ไว้ในประโยคเดียว
"you must not fool yourself—and you are the easiest person to fool" คุณต้องไม่หลอกตัวเอง และคุณคือคนที่ถูกหลอกได้ง่ายที่สุด
คนที่หลอกคุณได้ง่ายที่สุดไม่ได้อยู่ในกลุ่มไลน์ เขาอยู่ในหัวคุณ และรู้ดีว่าคุณอยากได้ยินอะไร
ลองทายเรื่องหนึ่งก่อน ถ้าเอาหลักฐานไปแก้ความเชื่อผิดของใครสักคน เขาจะขยับเข้าหาหลักฐาน หรือจะยิ่งกอดความเชื่อเดิมแน่นขึ้น นักวิจัยสองคนทดสอบคำถามนี้ในห้าการทดลอง กับคนกว่าหนึ่งหมื่นคน ในห้าสิบสองเรื่อง
ในห้าสิบสองเรื่องนั้น มีกี่เรื่องที่คำแก้ทำให้คนเชื่อผิดแรงขึ้น จดตัวเลขที่คุณทายไว้
ตัวเลขที่ขยับทีละนิด
นักฟิสิกส์คนนั้นคือริชาร์ด ไฟน์แมน เวทีคือพิธีรับปริญญาของสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียปี 1974 ในสุนทรพจน์เดียวกัน เขาเล่าเรื่องหนึ่งที่เขาบอกว่าเป็นประวัติที่นักวิทยาศาสตร์อาย
ไฟน์แมนเล่าว่า มิลลิแกนใช้หยดน้ำมันที่ตกลงมาวัดประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน ตัวเลขพื้นฐานตัวหนึ่งของฟิสิกส์ เขาได้ค่าที่คลาดไปเล็กน้อย เพราะใช้ค่าความหนืดของอากาศที่ไม่ถูก
ตามคำเล่าเดียวกัน คนที่วัดต่อจากเขาได้ค่าสูงกว่าของเขานิดหนึ่ง คนถัดมาสูงกว่านั้นอีกนิด แล้วอีกนิด จนในที่สุดตัวเลขจึงนิ่งอยู่ที่ค่าที่สูงกว่าเดิม
ทำไมไม่มีใครได้ค่าที่สูงกว่านั้นตั้งแต่ครั้งแรก ไฟน์แมนอธิบายว่า เมื่อใครวัดได้ค่าที่สูงห่างจากของมิลลิแกนมาก เขาคิดว่าต้องมีอะไรผิด แล้วก็ไปหาจนเจอเหตุผลว่าอะไรอาจผิด แต่เมื่อวัดได้ค่าที่ใกล้ของมิลลิแกน เขาไม่ได้หาหนักเท่ากัน
เรื่องนี้ไม่ได้เล่าถึงการโกง การตรวจหาความผิดเมื่อตัวเลขดูแปลกเป็นนิสัยที่ดี ความผิดอยู่ที่ทิศทาง พวกเขาตรวจหนักเฉพาะตอนที่ผลไม่ตรงกับที่คาด แล้วปล่อยผลที่ตรงใจผ่านไปง่ายกว่า
นี่คือเหตุผลที่คำถามที่ห้าถามว่า ฉันอยากให้มันจริงไหม ไม่ได้ถามว่าฉันลำเอียงไหม คำถามหลังตอบจากข้างในไม่ได้ ส่วนคำถามแรกตอบได้ทันที และคำตอบของมันบอกว่าคุณต้องตรวจด้านไหนให้หนักขึ้น
แพทย์ห้องไอซียูคนเดียวกับในบทที่แปดสรุปสิ่งที่เขาได้จากหนังสือเล่มนั้นไว้อีกข้อหนึ่ง แหล่งผลิตเรื่องไร้สาระที่ใหญ่ที่สุดคือตัวเราเอง
คนในหัวคุณทำงานแบบเดียวกับคนที่วัดต่อจากมิลลิแกน ถ้าคุณถือหุ้นตัวหนึ่งอยู่ ข่าวดีของบริษัทนั้นอาจผ่านไปในสิบวินาที ส่วนข่าวร้ายอาจถูกอ่านซ้ำเพื่อหาว่าใครเขียน เขียนเพราะอะไร และตัวเลขตรงไหนผิด ถ้าทีมที่เชียร์แพ้ เสียงในหัวอาจโทษกรรมการ ถ้าทีมคู่แข่งแพ้ เสียงเดียวกันอาจบอกว่าเขาเล่นไม่ดีเอง ไม่มีตรงไหนที่เป็นการโกหก มันคือการตรวจหนักอยู่ด้านเดียว
ยิ่งรู้มาก ยิ่งเถียงเก่ง
ทางแก้ที่ฟังดูชัดที่สุดคือให้รู้มากขึ้น หลักฐานไม่ได้เข้าข้างทางนี้
รายงานของสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐฯ ปี 2016 ทบทวนงานวิจัยเรื่องความรู้วิทยาศาสตร์ของประชาชน แล้วสรุปว่าหลักฐานที่มีไม่สนับสนุนความคิดที่ว่า เพิ่มความรู้แล้วคนจะสนับสนุนวิทยาศาสตร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในเรื่องที่สังคมเถียงกันแรง ความรู้ที่มากขึ้นเคยไปด้วยกันกับความเห็นที่แตกขั้วมากขึ้น
ความรู้จึงไม่ได้เป็นเกราะเสมอไป บทสนทนาหนึ่งบนเว็บบอร์ดของคนทำงานสายเทคโนโลยีในปี 2024 แสดงให้เห็นว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และคนในเรื่องไม่ได้โง่เลย
ผู้ใช้คนหนึ่งกำลังเถียงเรื่องสาเหตุของโรคหัวใจ เขาเขียนว่ารู้จักหนังสือที่เปิดโปงวิทยาศาสตร์แย่ๆ เห็นลิงก์ข่าวเรื่องงานวิจัยที่ทำซ้ำไม่ขึ้น เรื่องการบิดวิธีวิเคราะห์ข้อมูล และเรื่องแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวของการตีพิมพ์และการหาทุน แล้วสรุปว่า แม้แต่คนที่สนใจเรื่องนี้จริงจังยังบอกได้ยากว่าข้อมูลไหนดี นับประสาอะไรกับเขา
ข้อสรุปนั้นถ่อมตัว และไม่ผิดทั้งหมด บทที่สี่เล่าไว้แล้วว่า เมื่อนักวิทยาศาสตร์ลงมือทำซ้ำงานจิตวิทยาร้อยชิ้น ผลที่กลับมามีน้อยกว่าที่ตีพิมพ์ไว้มาก และยังเถียงกันอยู่ว่าตัวเลขนั้นหมายถึงอะไร เขายังมีสัญชาตญาณที่ดีอีกข้อ เขาชอบข้ออ้างของหมอหัวใจคนหนึ่งที่บอกว่าค่าจากการสแกนหัวใจไม่เปลี่ยนเมื่อคนลดไขมันในอาหาร เพราะมันเป็นข้ออ้างที่ทดสอบได้
ปัญหาอยู่ที่ก้าวต่อไป ความสงสัยทั้งหมดที่เขามีถูกใช้กับงานวิจัยทั้งกอง และไม่เหลือไว้ให้หมอคนนั้นเลย คนที่เถียงด้วยตอบว่า ผลสุดท้ายคือการทิ้งหลักฐานที่คนอื่นตรวจได้ แล้วไปเชื่อบทความในเว็บไซต์ของหมอคนเดียวที่ไม่มีข้อมูลให้ใครตรวจ พูดอีกแบบคือ เลิกดูข้อมูล แล้วเชื่อผู้เชี่ยวชาญแทน
ในบทที่แปด ความเชี่ยวชาญเป็นแค่ที่อยู่ของการตรวจ ที่นี่มันถูกใช้แทนการตรวจทั้งหมด และสิ่งที่พาเขามาถึงตรงนี้คือความรู้จริงเรื่องจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ ที่ถูกใช้ตรวจหนักอยู่ด้านเดียว
ห้าสิบสองเรื่อง
เรื่องของคนคนนั้นยังมีอีกบรรทัด ท้ายข้อความเดียวกัน เขาเขียนว่าความเห็นของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ก่อนจะบอกว่าเรื่องนี้เกินกว่าที่เขาจะตามต่อไหวแล้ว
บรรทัดเล็กๆ นั้นคือจุดเริ่มของคำตอบที่คุณทายไว้ตอนต้นบท
ความกลัวว่าคำแก้จะย้อนกลับไม่ได้มาจากความว่างเปล่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2010 รายงานว่า คนกลุ่มหนึ่งที่ได้อ่านข้อเท็จจริงซึ่งแก้ความเชื่อของตัวเอง กลับเชื่อผิดแรงขึ้น นักวิจัยเรียกมันว่าผลย้อนกลับ (backfire effect) ถ้ามันเป็นกฎ หลักฐานทุกชิ้นในเล่มนี้ก็เป็นแค่เชื้อเพลิงให้ความเชื่อเดิม
คำตอบของการทายคือศูนย์ ในห้าสิบสองเรื่องที่ทดสอบ ซึ่งเป็นเรื่องแบบที่คนแบ่งฝ่ายกันชัดและควรเป็นที่ที่ผลย้อนกลับเกิดง่ายที่สุด ไม่มีคำแก้ครั้งไหนเลยที่ทำให้คนเชื่อผิดแรงขึ้น
คนทุกฝั่งขยับความเชื่อเข้าหาข้อเท็จจริง อย่างน้อยก็บ้าง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะขัดกับฝั่งที่ตัวเองเลือก
ขอบเขตของข้อค้นพบนี้ต้องบอกไว้ด้วย การทดลองทั้งห้าทำกับอาสาสมัครที่ตอบแบบสอบถาม ไม่ใช่ในกลุ่มแชตที่ญาติทุกคนอ่านอยู่ ผลในที่แบบนั้นเล่มนี้ไม่มีตัวเลข
แต่ความหวังที่ได้มาชัดพอจะใช้ ถ้าคุณลังเลจะส่งหลักฐานไปแก้ข้อความผิดในกลุ่มของบ้าน เพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้เขาเชื่อแรงขึ้น ความกลัวนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ถูกวัดมา
และคนที่ขยับได้ไม่ได้มีแค่คนอื่น ถ้าคนแปลกหน้ากว่าหนึ่งหมื่นคนขยับเข้าหาหลักฐานได้ในเรื่องที่พวกเขาแบ่งฝ่ายกันชัด คนในหัวคุณก็น่าจะแพ้หลักฐานได้เหมือนกัน บทนี้เสนอวิธีหนึ่งที่จะให้มันเจอหลักฐานก่อนที่มันจะรู้ว่าคุณอยากได้ยินอะไร
เขียนไว้ก่อนดู
สิ่งที่บทนี้เสนอแทนความรู้คือลำดับ เขียนก่อน แล้วค่อยดู
ลำดับนี้อยู่ในเล่มนี้มาตั้งแต่ต้น ในบทที่หนึ่ง กระดาษที่เซ็นไว้ก่อนเริ่มทำให้ข้อแก้ตัวที่มาทีหลังไม่มีที่ยืน ในบทที่สี่ รายงานวิจัยที่วารสารรับไว้ก่อนผลจะออกพบผลบวกราวสี่สิบสี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายงานแบบปกติพบถึงเก้าสิบหก แต่สองกองนั้นไม่ได้ถูกแบ่งด้วยการจับฉลาก ช่องว่างทั้งหมดจึงยังโทษความเอนเอียงอย่างเดียวไม่ได้
หลักฐานทั้งสองชิ้นมาจากการทดสอบและงานวิจัย ยังไม่มีใครทดสอบลำดับนี้กับการตัดสินเรื่องของตัวเอง สามขั้นข้างล่างจึงเป็นข้อเสนอให้ลอง ไม่ใช่ข้อค้นพบ
- เขียนความเชื่อเป็นประโยคเดียวที่แพ้ได้ ให้มีตัวเลขหรือวันที่ เช่น "ทีมที่ฉันเชียร์จะจบฤดูกาลในครึ่งบนของตาราง" หรือ "หุ้นตัวนี้จะกลับไปถึงราคาที่ฉันซื้อภายในสิ้นปี"
- เขียนว่าผลแบบไหนจะทำให้คุณยอมรับว่าผิด ก่อนเปิดดูข่าวหรือผลใดๆ ใส่วันที่ แล้วส่งให้ใครสักคนเก็บไว้ เขาคือคนอื่นที่ตรวจคุณได้
- ใส่ตัวเลขว่ามั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วจดไว้ที่เดียวกันทุกครั้ง พอถึงวันก็กลับมาขีดว่าถูกหรือผิด
ขั้นที่สามมาจากแบบฝึกหัดที่คนคนหนึ่งสร้างขึ้นเองแล้วแบ่งให้คนอื่นใช้ เป้าหมายของมันคือให้เรื่องที่คุณมั่นใจห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ถูกจริงห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และเรื่องที่มั่นใจเก้าสิบห้า ถูกจริงเก้าสิบห้า สมุดแบบนี้มีแค่สามช่อง คือข้ออ้าง ความมั่นใจ และถูกหรือผิด
ทีมที่ฉันเชียร์ชนะนัดวันเสาร์นี้ · มั่นใจ 70% · ผิด โทรศัพท์ยี่ห้อที่ฉันใช้ออกรุ่นใหม่ก่อนสิ้นปี · มั่นใจ 90% · ถูก หุ้นที่ฉันถืออยู่ปิดสิ้นเดือนสูงกว่าวันที่จด · มั่นใจ 60% · ผิด
สามบรรทัดยังบอกอะไรไม่ได้ พอมีหลายสิบบรรทัด ให้รวมบรรทัดที่มั่นใจระดับเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น ทุกบรรทัดที่เขียนว่าเจ็ดสิบ ถ้าถูกราวเจ็ดในสิบ ความมั่นใจระดับนั้นของคุณตรงกับความจริง ถ้าถูกแค่ครึ่งเดียว แปลว่าคุณมั่นใจเกินจริง
ก่อนตัดสินเรื่องที่อยากให้จริง ให้ขอเหตุผลที่ดีที่สุดของฝั่งตรงข้าม จากคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากคำตอบ ถ้าจะถาม AI ก็ถามให้ครบสองทาง คำถามว่าทำไมหุ้นตัวนี้จะขึ้น บอกมันไปแล้วว่าคุณอยากได้ยินอะไร คำถามว่าอะไรจะทำให้มันลง คือคำถามที่คนในหัวคุณไม่อยากถาม
กระดาษที่เขียนไว้ก่อนดูไม่รู้ว่าคุณอยากได้ยินอะไร นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่มันน่าลอง
ความเชื่อที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ว่าจะแพ้ตรงไหน ไม่มีวันแพ้ และความเชื่อที่ไม่มีวันแพ้ ก็คือความเชื่อที่ไม่เคยถูกทดสอบเลยสักครั้ง
ลองคืนนี้: เลือกความเชื่อหนึ่งที่คุณอยากให้จริง เรื่องทีม เรื่องยี่ห้อ หรือเรื่องเงิน แล้วเขียนลงกระดาษหนึ่งบรรทัดว่าผลแบบไหน ภายในวันไหน จะทำให้คุณยอมรับว่ามันผิด ถ่ายรูปส่งให้คนที่บ้านเก็บไว้ แล้วนัดเปิดดูด้วยกันเมื่อถึงวันนั้น
จะรู้ว่าบทนี้ผิดเมื่อ: การทดลองขนาดใหญ่ที่ออกแบบอย่างยุติธรรมหลายชิ้นพบว่า คำแก้ที่มีหลักฐานทำให้คนเชื่อผิดแรงขึ้นในเรื่องส่วนใหญ่ที่ทดสอบ หรือพบว่าคนที่เขียนเงื่อนไขแพ้ไว้ก่อนดู ตัดสินเรื่องที่ตัวเองอยากให้จริงได้ไม่ดีกว่าคนที่ไม่ได้เขียน
หลักฐาน:
- ถ้อยคำ "you must not fool yourself—and you are the easiest person to fool" ในสุนทรพจน์ต่อบัณฑิตของ Caltech ปี 1974 — แน่น (บันทึกคำกล่าวฉบับเต็มที่สถาบันเผยแพร่เอง) — Feynman, R. P. (1974). Cargo Cult Science — https://calteches.library.caltech.edu/51/2/CargoCult.htm
- ตามคำเล่าของไฟน์แมน ค่าประจุอิเล็กตรอนที่วัดหลังมิลลิแกนค่อยๆ สูงขึ้นทีละนิด เพราะผลที่ห่างจากค่าเดิมถูกตรวจหาความผิดหนักกว่าผลที่ใกล้ — ยังบาง (คำเล่าของผู้พูดคนเดียว ในสุนทรพจน์เดียวกัน เล่มนี้ไม่ได้เปิดข้อมูลการวัดชุดนั้นเอง) — Feynman (1974) — https://calteches.library.caltech.edu/51/2/CargoCult.htm
- แหล่งผลิตเรื่องไร้สาระที่ใหญ่ที่สุดคือตัวเราเอง ในถ้อยคำของแพทย์ห้องไอซียูคนเดียวกับบทที่ 8 — ยังบาง (คำเล่าของผู้อ่านคนเดียว) — รีวิวหนังสือ Calling Bullshit บน Goodreads, 13 ธันวาคม 2022 — https://www.goodreads.com/book/show/48889983-calling-bullshit
- หลักฐานที่มีไม่สนับสนุนว่าการเพิ่มความรู้วิทยาศาสตร์จะทำให้คนสนับสนุนวิทยาศาสตร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด · ในเรื่องที่สังคมเถียงกัน ความรู้ที่มากขึ้นเคยไปด้วยกันกับความเห็นที่แตกขั้วมากขึ้น — พอเชื่อ (รายงานของคณะกรรมการที่ทบทวนงานวิจัย ผลขึ้นกับเรื่องและบริบท) — National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (2016). Science Literacy: Concepts, Contexts, and Consequences, Summary — https://nap.nationalacademies.org/read/23595/chapter/2
- ผู้ใช้คนหนึ่งยกหนังสือ Bad Science และวิกฤตการทำซ้ำเป็นเหตุผลว่าตัดสินข้อมูลไม่ได้ แล้วเลือกข้ออ้างของหมอหัวใจคนเดียว · คนที่เถียงด้วยชี้ว่านั่นคือการทิ้งข้อมูลที่ตรวจได้ไปเชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีข้อมูลให้ตรวจ · ท้ายข้อความ ผู้ใช้คนนั้นเขียนว่าความเห็นของเขาเปลี่ยนไปแล้ว — ยังบาง (บทสนทนาเดียว เล่มนี้อ่านจากข้อความต้นฉบับและคำตอบ) — Hacker News, 4 พฤศจิกายน 2024 — https://news.ycombinator.com/item?id=42038131 · https://news.ycombinator.com/item?id=42040630
- งานจิตวิทยาร้อยชิ้นที่ถูกทำซ้ำ ผลที่กลับมามีน้อยกว่าที่ตีพิมพ์ไว้มาก และยังเถียงกันอยู่ว่าตัวเลขนั้นหมายถึงอะไร — พอเชื่อ (มีคำแย้งปี 2016 ที่บทที่ 4 พิมพ์ไว้ข้างกัน) — Open Science Collaboration (2015), Science — https://europepmc.org/article/MED/26315443 · คำแย้งและคำตอบ (2016) — https://europepmc.org/article/MED/26941311 · https://europepmc.org/article/MED/26941312
- งานวิจัยปี 2010 รายงานว่าคนกลุ่มหนึ่งที่ได้อ่านข้อเท็จจริงกลับเชื่อผิดแรงขึ้น — ยังบาง (งานชิ้นเดียว เล่มนี้อ่านจากสรุปในบทคัดย่อของงานข้อถัดไป) — Nyhan, B., & Reifler, J. (2010). Political Behavior, 32(2) — ผ่าน https://link.springer.com/article/10.1007/s11109-018-9443-y
- ห้าการทดลอง คนกว่า 10,100 คน 52 เรื่อง ไม่พบคำแก้ครั้งไหนที่ทำให้เกิดผลย้อนกลับ ทั้งที่ทดสอบในเรื่องแบบที่คนแบ่งฝ่ายกันชัด · คนทุกฝั่งขยับความเชื่อเข้าหาข้อเท็จจริง แม้ขัดกับฝั่งที่ตัวเองเลือก · สี่การทดลองแรกใช้อาสาสมัครออนไลน์ การทดลองสุดท้ายถามแบบเดียวกันทั้งกับกลุ่มออนไลน์แบบเดิมและกลุ่มที่คัดให้สัดส่วนตรงกับประชากรทั้งประเทศ — พอเชื่อ (ห้าการทดลองจากทีมเดียว) — Wood, T., & Porter, E. (2019). The Elusive Backfire Effect: Mass Attitudes' Steadfast Factual Adherence. Political Behavior, 41, 135–163 — https://link.springer.com/article/10.1007/s11109-018-9443-y
- รายงานวิจัยแบบปกติพบผลบวกราว 96% รายงานที่วารสารรับไว้ก่อนผลจะออกพบราว 44% — พอเชื่อ (งานชิ้นเดียว และสองกองไม่ได้แบ่งด้วยการสุ่ม) — Scheel et al. (2021) — https://doi.org/10.31234/osf.io/p6e9c
- ทหารผู้ใช้เครื่องเซ็นยืนยันเงื่อนไขก่อนเริ่ม แล้วให้ข้อแก้ตัวหลังผลออก — พอเชื่อ — ดูหลักฐานของบทที่ 1 · Mochán & Ramírez-Solís (2013), arXiv:1301.3971 — https://arxiv.org/abs/1301.3971
- แบบฝึกหัดที่คนคนหนึ่งสร้างและแบ่งปัน ให้เรื่องที่มั่นใจ 55% ถูกจริง 55% และที่มั่นใจ 95% ถูกจริง 95% ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ The Scout Mindset — ยังบาง (คนคนเดียว) — Hacker News, 7 สิงหาคม 2023 — https://news.ycombinator.com/item?id=37039541