7 · คำถามที่สาม · ถ้าผิด จะเห็นอะไร
ในญี่ปุ่น คำถามว่า "เลือดกรุ๊ปอะไร" ไม่ได้จบแค่ในวงคุยเล่น มันเคยตามคนไปถึงการหางาน ทางแยกใหญ่ทางหนึ่งของชีวิต
ความเชื่อว่ากรุ๊ปเลือดบอกนิสัยได้ มีคนตรวจแล้วด้วยข้อมูลสำรวจแบบสุ่มจากคนกว่าหนึ่งหมื่นคนในสองประเทศ ลองทายก่อนอ่านต่อ คนเรานิสัยต่างกันไป ถ้าแบ่งความต่างทั้งหมดนั้นเป็นร้อยส่วน ส่วนที่เดาได้จากกรุ๊ปเลือดอย่างเดียวมีกี่ส่วน
คำทำนายที่ไม่มีผลลัพธ์ไหนทำให้มันผิดได้ ไม่ใช่คำทำนายที่แม่น มันคือคำทำนายที่ไม่ได้บอกอะไรเลย
ความเชื่อเรื่องกรุ๊ปเลือดพูดได้ทั้งสองแบบ แบบที่ไม่มีวันผิด กับแบบที่ผิดได้ และคำตอบของข้อที่ให้ทายมาจากแบบที่สอง
ทำไมมันฟังดูจริง
ก่อนจะดูตัวเลข ความเชื่อนี้ควรได้น้ำหนักเต็มของมัน กรุ๊ปเลือดเป็นของจริง มันคือสารบนผิวเม็ดเลือดแดงที่ยีนของแต่ละคนกำหนด และส่งต่อจากพ่อแม่ถึงลูก การสงสัยว่าของที่อยู่ในเลือดของทุกคนแบบนี้จะเกี่ยวกับนิสัยบ้างไหม จึงไม่ใช่คำถามไร้สาระ
ถ้าคุณอ่านคำบรรยายนิสัยของกรุ๊ปตัวเอง หลายข้ออาจตรงจริงๆ และคนกรุ๊ปเอบางคนก็ขี้กังวลจริงๆ
แต่ความรู้สึกว่าตรงเกิดได้จากเหตุอื่นอีกอย่างน้อยสองเหตุ เหตุแรกนักจิตวิทยาเรียกว่าปรากฏการณ์บาร์นัม (Barnum effect) คือเมื่อได้ยินประโยคที่ใช้ได้กับเกือบทุกคน คนฟังกลับรู้สึกว่ามันบอกลักษณะของตัวเองได้ตรง
เหตุที่สองคือคำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง (self-fulfilling prophecy) คนที่เชื่อว่า "ฉันกรุ๊ปเอ ฉันเลยขี้กังวล" อาจเริ่มมองตัวเองแบบนั้น และค่อยๆ ทำตัวแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองเหตุทำให้คำบรรยายรู้สึกแม่น โดยที่กรุ๊ปเลือดไม่ต้องทำอะไรเลย เว็บไซต์ให้คะแนนในบทที่สามจัดความเชื่อนี้เป็นวิทยาศาสตร์เทียมเช่นเดียวกับ EM เหตุผลข้อหนึ่งคือข้อมูลของฝ่ายที่เชื่อไม่ได้ถูกออกแบบให้ตัดสองเหตุนี้ออก
สองประโยค ความเชื่อเดียว
ความเชื่อนี้พูดได้แบบหนึ่งว่า "คนกรุ๊ปเอมีแนวโน้มจะขี้กังวล แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน" ประโยคนี้ฟังรอบคอบดี ทีนี้ถามคำถามที่สามกับมัน ถ้าผิด จะเห็นอะไร
ถ้าคนกรุ๊ปเอที่คุณเจอขี้กังวล ประโยคนี้ถูก ถ้าไม่ขี้กังวล ก็เป็นส่วนที่ไม่ใช่ทุกคน มันไม่ได้บอกว่าต่างกันมากแค่ไหน จึงไม่มีผลลัพธ์ไหนทำให้มันผิดได้ และด้วยเหตุผลเดียวกัน มันไม่ได้บอกอะไรที่คุณเอาไปใช้ได้
เว็บไซต์เดียวกันชี้ปัญหานี้ไว้ในเกณฑ์ข้อแรก คำว่านิสัยในความเชื่อนี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นนิสัยของใคร ในสถานการณ์ไหน ดูจากการกระทำอะไร มันจึงตีความได้ทุกทาง และเมื่อมีข้อมูลว่าคนกรุ๊ปเอไม่ได้ขี้กังวล เว็บไซต์บันทึกคำตอบของฝ่ายที่เชื่อไว้สองแบบ แบบหนึ่งคือการวินิจฉัยไม่ได้แม่นร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกแบบคือหยิบข้อมูลที่วัดคนละเรื่องมาอ้างแทน
อีกแบบหนึ่งพูดว่า ถ้าสุ่มคนมาเป็นหมื่นแล้วถามคำถามเดียวกัน คนกรุ๊ปเอจะตอบเรื่องความขี้กังวลต่างจากกรุ๊ปอื่นจนเห็นได้ ถ้าทุกกรุ๊ปตอบออกมาพอๆ กัน ประโยคนี้แพ้
ข้อมูลที่ให้คุณทายไว้ตอนต้นบทคือการทดสอบประโยคแบบนี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในญี่ปุ่นนำข้อมูลสำรวจแบบสุ่มสามชุด จากญี่ปุ่นสองชุดและสหรัฐฯ หนึ่งชุด มาวิเคราะห์ใหม่ คำถามเรื่องนิสัยหกสิบแปดข้อ หกสิบห้าข้อไม่พบความต่างระหว่างกรุ๊ปเลือด และในทุกข้อ ส่วนที่เดาได้จากกรุ๊ปเลือดมีไม่ถึง 0.3 ส่วนจากร้อย
นั่นคือคำตอบของข้อที่ให้ทาย ถ้าความต่างเรื่องนิสัยทั้งหมดเป็นเงินร้อยบาท ส่วนของกรุ๊ปเลือดไม่ถึงสามสิบสตางค์ ตามข้อมูลชุดนี้ ถ้ารู้กรุ๊ปเลือดของใครสักคน คุณแทบไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับนิสัยของเขาเลย
สิ่งที่ทำให้ได้คำตอบนี้ไม่ใช่เครื่องมือซับซ้อน มันคือการยอมเขียนความเชื่อใหม่ให้แพ้ได้ก่อน ประโยคแบบแรกทดสอบไม่ได้ ต่อให้สำรวจคนเป็นล้าน ประโยคแบบที่สองทดสอบได้ และตามข้อมูลชุดนี้ มันแพ้
ฝ่ายที่เชื่อก็มีตัวเลขของตัวเอง กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มหนึ่งรายงานว่าแบบสอบถามราวหนึ่งหมื่นคนพบความต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ เว็บไซต์ให้คะแนนไม่ยอมรับผลนั้น เพราะการออกแบบไม่ได้ตัดสองเหตุข้างต้นและความเอนเอียงอื่นออก เล่มนี้เปิดผลสำรวจต้นฉบับไม่ได้ จึงพิมพ์ไว้ตามที่เว็บไซต์นั้นเล่า
เว็บไซต์เดียวกันยังเขียนว่างานวิจัยทางการแพทย์เรื่องกรุ๊ปเลือดกับโรคบางโรคมีผลออกมาแล้ว คำตัดสินจึงไม่ได้อยู่ที่กรุ๊ปเลือด มันอยู่ที่รูปร่างของข้ออ้าง
ใส่ต่อไปจนกว่าจะเห็นผล
ข้ออ้างที่ไม่อยากแพ้มีทางหลบอยู่ไม่กี่ทาง และแต่ละทางมีหน้าตาที่จำได้ ทางแรกคือพูดให้กว้างจนไม่มีอะไรผิด อย่างประโยคแรกเรื่องกรุ๊ปเลือด
ทางที่สองคือตกลงไว้ล่วงหน้าว่าผลที่ไม่ออกแปลว่ายังทำไม่พอ ผู้พัฒนาจุลินทรีย์ EM ที่อยู่ในลูกบอล EM ของบทที่สาม เขียนไว้ในคอลัมน์ภาษาญี่ปุ่นของเขาเองว่า หลักของการใช้ EM บำบัดน้ำคือ ใส่ต่อไปจนกว่าจะเห็นผล และเมื่อการทดลองของหน่วยงานอื่นไม่พบผล เขาอธิบายว่าเพราะไม่ได้ใช้จนผลออก
เหตุผลของเขามีน้ำหนัก EM เป็นสิ่งมีชีวิต ต้องเพิ่มจำนวนก่อนจึงจะเห็นผล แต่ถามคำถามที่สามกับหลักข้อนี้ดู ถ้า EM ไม่ได้ผล จะเห็นอะไร คำตอบคือไม่มีอะไรต่างไป ผลที่ไม่ออกจะถูกอ่านว่ายังใส่ไม่พอเสมอ
หลักข้อนี้จะแพ้ได้ทันทีที่มีคนเขียนไว้ก่อนว่าใส่เท่าไร นานแค่ไหน แล้วถ้าครบแล้วยังไม่เห็นผล ให้นับว่าไม่ได้ผล
ทางที่สามเงียบกว่านั้น คือกำหนดว่าใครมีสิทธิ์ทดสอบ คอลัมน์เดียวกันเขียนว่า หน่วยงานวิจัยไม่มีสิทธิ์ทดลองเองแล้วตัดสินผลของ EM โดยไม่ได้รับความยินยอมจากองค์กรของเขา ข้ออ้างที่คนอื่นทดสอบได้เฉพาะเมื่อเจ้าของอนุญาต คือข้ออ้างที่เลือกได้เองว่าจะแพ้เมื่อไร
เขาเขียนไว้ด้วยว่าพร้อมโต้แย้งต่อหน้าสาธารณะทุกเมื่อ แต่เวทีโต้แย้งไม่ใช่การทดสอบ ในการทดสอบ ข้ออ้างแพ้ให้ผลลัพธ์ ไม่ได้แพ้ให้คนที่พูดเก่งกว่า
ทางที่สี่คือข้อแก้ตัวที่มาหลังเห็นผล และห้องบอลรูมในบทที่หนึ่งมีทั้งทางหลบนี้และเครื่องมือที่ปิดมันอยู่ในห้องเดียวกัน หลังห้ารอบแรกพลาดหมด ทหารผู้ใช้เครื่องก็มีเหตุผลให้ ตั้งแต่กลิ่นกัญชาจากซองของกลางไปจนถึงบันไดที่ทำให้หอบ ข้อแก้ตัวแบบนี้ต่อได้กับทุกผล เจอก็เพราะเครื่องทำงาน ไม่เจอก็เพราะมีอะไรมารบกวน
แต่ก่อนเริ่ม ทหารทั้งสองคนเซ็นกระดาษไว้แล้วว่าห้อง กล่อง และของกลาง ไม่มีอะไรขัดขวางเครื่อง กระดาษแผ่นนั้นคือคำตอบของคำถามที่สาม ที่เขียนไว้ก่อนใครจะรู้ผล ถ้าเครื่องหาไม่เจอในห้องนี้ กับกล่องเหล่านี้ ความผิดเป็นของเครื่อง
ข้อแก้ตัวไม่ได้หายไปเพราะกระดาษแผ่นนั้น มันแค่ต้องสู้กับลายเซ็นของคนพูดเอง ที่เซ็นไว้ก่อนจะมีเหตุให้ต้องแก้ตัว
เขียนใหม่ให้แพ้ได้
ข้ออ้างที่หลบอยู่ เขียนใหม่ให้แพ้ได้ด้วยห้าช่อง และคุณไม่ต้องรอให้เจ้าของข้ออ้างเขียนเอง
- ใคร กับคนแบบไหน กี่คน
- อะไร วัดอะไร และวัดด้วยอะไร
- เท่าไร ต้องต่างแค่ไหนถึงจะนับ
- เทียบกับอะไร กับคนที่ไม่ได้ใช้ หรือใช้ของอย่างอื่น
- เมื่อไร ภายในกี่วัน กี่เดือน
แล้วปิดท้ายด้วยบรรทัดเดียว ถ้าผิด จะเห็นอะไร
สมมติว่าแอปฝึกสมองแอปหนึ่งโฆษณาว่า "เล่นวันละสิบนาที สมองไวขึ้น" ประโยคนี้หลบอยู่ในคำว่าไวขึ้น เล่นเกมในแอปทุกวันไปสามเดือน คะแนนในแอปย่อมสูงขึ้น เพราะทำอะไรซ้ำทุกวันก็เก่งขึ้นในสิ่งนั้น นั่นคือเก่งเกม ยังไม่ใช่สมองไวขึ้น
เขียนใหม่ได้แบบนี้ ผู้ใหญ่อายุหกสิบขึ้นไปที่เล่นวันละสิบนาทีเป็นเวลาสามเดือน จะจำรายการของที่ต้องซื้อได้มากขึ้นอย่างน้อยสองรายการ ในแบบทดสอบที่ไม่มีอยู่ในแอป เมื่อเทียบกับคนอายุเท่ากันที่จับฉลากให้ไปเล่นเกมทั่วไปวันละสิบนาทีเท่ากัน ตัวเลขในประโยคนี้เป็นแค่ตัวอย่าง คนที่อ้างต้องเป็นคนเติมเอง
บรรทัดสุดท้ายจึงเขียนได้ทันที ถ้าครบสามเดือนแล้วสองกลุ่มจำได้พอๆ กัน ข้ออ้างนี้แพ้ มันอาจชนะก็ได้ และนั่นคือประเด็น ข้ออ้างที่ยอมเสี่ยงแพ้เท่านั้น ที่ชนะแล้วมีความหมาย
วิธีเดียวกันใช้กับคำทำนายได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะมาจากดวงดาว จากไพ่ จากกรุ๊ปเลือด หรือจากปากนักวิทยาศาสตร์ เล่มนี้ไม่ได้ถามว่าคนที่ไปดูดวงคิดถูกหรือผิด คำถามอยู่ที่รูปร่างของประโยค
ข้ออ้างทุกข้อที่บอกว่าโลกทำงานอย่างไร ถามได้ด้วยประโยคเดียว ถ้าผิด จะเห็นอะไร ข้ออ้างที่ตอบได้อาจถูกหรือผิดก็ได้ แต่มันยอมให้โลกเป็นคนตัดสิน ข้ออ้างที่ตอบไม่ได้ยังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับโลกเลย ส่วนศรัทธาและคำถามว่าอะไรดีอะไรควร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บทนี้ไม่ได้ตัดสินมัน
ข้ออ้างที่กล้าบอกว่าอะไรจะทำให้มันผิด คือข้ออ้างเดียวที่คุ้มกับเวลาที่คุณจะใช้ทดสอบ
ลองคืนนี้: หยิบข้ออ้างหนึ่งข้อจากโฆษณาหรือกลุ่มไลน์ในโทรศัพท์ แล้วเขียนใหม่ลงกระดาษให้มีครบห้าช่อง ใคร อะไร เท่าไร เทียบกับอะไร เมื่อไร ต่อท้ายด้วยบรรทัดเดียวว่าผลแบบไหนจะทำให้มันแพ้ ช่องไหนที่คุณกับคนในบ้านช่วยกันเติมจากข้อความเดิมไม่ได้เลย ช่องนั้นคือที่ที่ข้ออ้างซ่อนตัว
จะรู้ว่าบทนี้ผิดเมื่อ: การสำรวจแบบสุ่มที่ใหญ่กว่าหนึ่งหมื่นคน ซึ่งกำหนดไว้ก่อนเก็บข้อมูลว่าจะวัดนิสัยข้อไหน และไม่บอกผู้ตอบว่ากำลังศึกษาเรื่องกรุ๊ปเลือด พบว่ากรุ๊ปเลือดอธิบายนิสัยได้มากกว่างานในบทนี้อย่างชัดเจน และผลนั้นเกิดซ้ำในอีกประเทศหนึ่ง
หลักฐาน:
- กรุ๊ปเลือดอธิบายความแตกต่างเรื่องนิสัยได้ไม่ถึง 0.3% (ค่า eta squared ต่ำกว่า .003) · 65 จาก 68 ข้อไม่พบความต่างระหว่างกรุ๊ปเลือด · ข้อมูลสำรวจแบบสุ่มสามชุด ญี่ปุ่นปี 2004 และ 2005 สหรัฐฯ ปี 2004 ผู้วิจัยรายงานว่ารวมกว่าหนึ่งหมื่นคน จำนวนที่ใช้ในแต่ละข้อรวมสามชุดราว 9,500 ถึง 9,700 คน — พอเชื่อ (งานชิ้นเดียว วิเคราะห์ข้อมูลสุ่มสามชุดจากสองประเทศ) — Nawata, K. (Nawata, K.) (2014). Unrelatedness between blood type and personality. Japanese Journal of Psychology (Shinrigaku Kenkyu), 85(2), 148–156 — https://www.jstage.jst.go.jp/article/jjpsy/85/2/85_85.13016/_article/-char/ja/
- เว็บไซต์ประเมินข้ออ้างของมหาวิทยาลัยเมจิใช้เกณฑ์สิบข้อในสี่หมวด และตัดสินว่าความเชื่อเรื่องกรุ๊ปเลือดกับนิสัยเป็นวิทยาศาสตร์เทียม · ข้อมูลฝ่ายที่เชื่อไม่ได้ตัดปรากฏการณ์บาร์นัมและคำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริงออก · คำว่านิสัยไม่ได้ระบุว่าของใคร ในสถานการณ์ไหน ดูจากการกระทำอะไร · เมื่อข้อมูลขัด ฝ่ายที่เชื่อตอบว่าวินิจฉัยไม่ได้แม่นร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือหยิบข้อมูลที่วัดคนละเรื่องมาแทน · ความเชื่อนี้เคยถูกใช้แม้ในการหางาน · งานวิจัยทางการแพทย์เรื่องกรุ๊ปเลือดกับโรคมีผลออกมาแล้ว · กรุ๊ปเลือดคือสารบนผิวเม็ดเลือดแดงที่ยีนกำหนด — พอเชื่อ (การประเมินของหน่วยงานเดียว ที่อ้างงานวิจัยหลายชิ้นรวมทั้งงานข้างบน) — Gijika.com, Science Communication Laboratory, Meiji University, หน้าเรื่องการทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด ปรับปรุงล่าสุด 10 ธันวาคม 2019 — https://gijika.com/rate/se_blood_type.html
- กลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มหนึ่งรายงานความต่างที่มีนัยสำคัญจากแบบสอบถามราวหนึ่งหมื่นคน และเว็บไซต์ประเมินไม่ยอมรับการออกแบบของมัน เพราะไม่ได้ตัดปรากฏการณ์บาร์นัม คำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง ความเอนเอียงเข้าข้างความเชื่อเดิม และปรากฏการณ์อื่นออก — ตรวจไม่ได้ (เล่มนี้รู้จากคำเล่าของเว็บไซต์ประเมินเท่านั้น เปิดผลสำรวจต้นฉบับไม่ได้) — https://gijika.com/rate/se_blood_type.html
- ปรากฏการณ์บาร์นัม คือการรู้สึกว่าประโยคที่ใช้ได้กับทุกคนบอกลักษณะของตัวเองได้ตรง · คำทำนายที่ทำให้ตัวเองเป็นจริง คือแนวโน้มที่คนจะทำตามคำทำนายโดยไม่รู้ตัว จนดูเหมือนคำทำนายแม่น — พอเชื่อ (นิยามจากพจนานุกรมศัพท์ของเว็บไซต์เดียวกัน) — https://gijika.com/rate/dict/dictHa02.html · https://gijika.com/rate/dict/dictSa07.html
- ผู้พัฒนา EM เขียนว่าหลักของการใช้ EM บำบัดน้ำคือใส่ต่อไปจนกว่าจะเห็นผล · การทดลองที่ไม่พบผลคือการที่ไม่ได้ใช้จนผลออก · EM เป็นสิ่งมีชีวิต ต้องเพิ่มจำนวนก่อนจึงเห็นผล · หน่วยงานวิจัยไม่มีสิทธิ์ทดลองและตัดสินผลของ EM โดยไม่ได้รับความยินยอมจากองค์กรวิจัย EM · พร้อมโต้แย้งต่อสาธารณะทุกเมื่อ — แน่น (คำของผู้พัฒนาเองในคอลัมน์ของเขา และเว็บไซต์ประเมินของญี่ปุ่นรายงานจุดยืนเรื่องความยินยอมตรงกัน) — Higa Teruo, คอลัมน์ Shin Yume ni Ikiru ตอนที่ 62 บนเว็บไซต์ Ecopure, 3 สิงหาคม 2012 — https://www.ecopure.info/oldweb/rensai/teruohiga/yumeniikiru62.html · https://gijika.com/rate/le_effective_microorganisms.html
- ทหารสองคนเซ็นยืนยันก่อนเริ่มว่าห้อง กล่อง และของกลางไม่ขัดขวางเครื่อง แล้วให้เหตุผลว่าเครื่องอาจไม่ทำงานเพราะคนถือเหนื่อย กลิ่นกัญชา บันได และการไม่มีสุนัข — พอเชื่อ (การทดสอบหนึ่งครั้ง บันทึกละเอียดทุกขั้นและมีวิดีโอ) — Mochán, W. L., & Ramírez-Solís, A. (2013). Effectiveness of the GT200 Molecular Detector: A Double-Blind Test. arXiv:1301.3971 — https://arxiv.org/abs/1301.3971