7 · ปากที่พูดเกินรู้
ถุงน่องสี่คู่แขวนเรียงกันบนราว ทั้งสี่คู่เหมือนกันทุกอย่าง คนที่เดินผ่านถูกขอให้เลือกคู่ที่ดีที่สุดแล้วบอกเหตุผล
คู่ขวาสุดถูกเลือกบ่อยกว่าคู่ซ้ายสุดเกือบสี่เท่า เหตุผลที่ได้ยินเป็นเรื่องคุณภาพ ไม่มีใครพูดถึงตำแหน่งเลยสักคน
ส่วนที่พูดได้ในหัวคุณไม่ได้แค่รู้น้อยกว่าที่คุณรู้ มันยังตอบคำถามที่มันไม่รู้คำตอบได้ลื่นเหมือนรู้
เมื่อถูกถามตรงๆ ว่าตำแหน่งมีผลไหม เกือบทุกคนปฏิเสธ ผู้วิจัยบันทึกว่าส่วนใหญ่ปฏิเสธพร้อมกับมองผู้ถามอย่างกังวล เหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังคำถามผิด หรือกำลังคุยกับคนบ้า
การทดลองนี้อยู่ในบทความปี 1977 ของ Richard Nisbett กับ Timothy Wilson ชื่อ Telling more than we can know ชื่อนั้นอ่านเหมือนประโยคของ Polanyi ในบทที่ 2 ถูกพลิกกลับหัว และทั้งสองประโยคจริงพร้อมกัน คนรู้มากกว่าที่บอกได้ และบอกมากกว่าที่รู้ หกบทแรกว่าด้วยรายงานที่ขาด บทนี้คือรายงานที่เกิน
นักตีความ
ภาพที่ชัดของส่วนที่บอกเกินรู้มาจากผู้ป่วยที่สมองสองซีกถูกผ่าแยกออกจากกันเพื่อรักษาโรคลมชัก ในผู้ป่วยแบบนี้ ภาพที่ฉายให้เห็นทางซ้ายหรือทางขวาของจุดที่จ้อง ไปถึงสมองได้แค่ซีกเดียว และในผู้ป่วยที่จะเล่าถึงนี้ ซีกที่พูดได้คือซีกซ้าย
Michael Gazzaniga ให้ผู้ป่วยคนหนึ่งดูภาพสองภาพพร้อมกัน ซีกซ้ายเห็นขาไก่ ซีกขวาเห็นภาพหิมะ แล้วให้เลือกรูปจากชุดที่วางอยู่ข้างหน้า มือขวาซึ่งรับคำสั่งจากซีกซ้ายเลือกรูปไก่ มือซ้ายซึ่งรับคำสั่งจากซีกขวาเลือกรูปพลั่ว เมื่อถูกถามว่าทำไมเลือกสองรูปนี้ ซีกซ้ายซึ่งพูดได้แต่ไม่ได้เห็นภาพหิมะ ตอบทันทีว่า ขาไก่ก็คู่กับไก่ และต้องใช้พลั่วไว้ทำความสะอาดเล้าไก่
Gazzaniga เรียกส่วนนี้ว่านักตีความ มันไม่รอข้อมูล มันแต่งเรื่องให้เข้ากับสิ่งที่เห็นว่ามือทำไปแล้ว และมันไม่รู้ตัวว่ากำลังแต่ง
คนที่สมองไม่ได้ถูกผ่าก็มีนักตีความตัวเดียวกัน ปี 2005 นักวิจัยชาวสวีเดนให้คนเลือกใบหน้าที่ดึงดูดกว่าจากรูปสองรูป แล้วแอบสลับรูปก่อนยื่นให้ดูอีกครั้งพร้อมถามเหตุผล ผู้เข้าร่วมไม่สังเกตการสลับ ทั้งที่รูปต่างกันชัด และให้เหตุผลว่าทำไมจึงเลือกใบหน้าที่ตัวเองไม่ได้เลือก
เมื่อไหร่ความรู้สึกเชื่อได้
คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่ว่าเสียงข้างในเชื่อได้หรือไม่ แต่คือเชื่อได้เมื่อไหร่ ปี 2009 Daniel Kahneman ผู้ใช้ชีวิตวิจัยไล่จับความผิดพลาดของสัญชาตญาณ กับ Gary Klein ผู้ศึกษาความแม่นของมันในคนทำงานจริง เขียนบทความร่วมกัน ชื่อรองของบทความแปลได้ว่า เห็นต่างกันไม่สำเร็จ เพราะสองคนที่ทำงานมาจากสองฝั่งตรงข้าม กลับตกลงกันได้
ข้อสรุปของทั้งสองคือ ความรู้สึกข้างในไม่ใช่ตัวบอกที่เชื่อถือได้ว่าการตัดสินหนึ่งแม่นแค่ไหน สิ่งที่ต้องดูมีสองอย่าง และทั้งสองอยู่นอกความรู้สึก โลกที่การตัดสินนั้นเกิดขึ้นมีแบบแผนพอให้คาดได้หรือไม่ และคนคนนั้นเคยมีโอกาสเรียนรู้แบบแผนนั้นหรือเปล่า
ข้อนี้อธิบายว่าทำไมการออกเสียงวรรณยุกต์ถึงเชื่อได้ ภาษาแม่คือโลกที่มีแบบแผนชัด และทุกครั้งที่พูดผิดตอนเด็ก คำตอบกลับมาทันที ส่วนความรู้สึกว่าถุงน่องคู่ขวาสุดเนื้อดีกว่า ไม่เคยมีใครให้คะแนนมันเลย
ถ้าความรู้สึกว่าไม่รู้เชื่อไม่ได้ ความรู้สึกว่ารู้ก็เชื่อไม่ได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน
สิ่งที่แยกความรู้ออกจากความรู้สึกว่ารู้ ไม่เคยอยู่ในความรู้สึก มันอยู่ข้างนอกสองข้อ โลกตรงนั้นมีแบบแผนพอให้เรียนหรือไม่ และคุณเคยได้คะแนนกลับมามากพอหรือยัง
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีการทดลองที่ถามคนด้วยวิธีที่ดีกว่าแล้วพบว่า คนรายงานเหตุที่แท้จริงของการเลือกได้ตรงในงานแบบที่ Nisbett กับ Wilson ใช้ หรือพบว่าคำอธิบายของซีกที่พูดได้ในผู้ป่วยสมองแยกซีกถูกบ่อยกว่าที่การเดาจะให้
แหล่ง:
- Nisbett & Wilson 1977, Psychological Review 84(3): 231–259 — ถุงน่องสี่คู่ N = 52 คู่ขวาสุดถูกเลือกมากกว่าคู่ซ้ายสุดเกือบสี่ต่อหนึ่ง และชุดนอนสี่ตัว N = 378 (หน้า 243–244)
- Gazzaniga & LeDoux 1978, The Integrated Mind · ถ้อยคำตามที่ Gazzaniga เล่าไว้ใน Who's in Charge? (2011) — https://fs.blog/michael-gazzaniga-the-interpreter/
- Johansson, Hall, Sikström & Olsson 2005, Science 310(5745): 116–119 — บทคัดย่อไม่ให้อัตราการจับได้ จึงไม่พิมพ์ตัวเลข (PMID 16210542)
- Kahneman & Klein 2009, "Conditions for Intuitive Expertise: A Failure to Disagree", American Psychologist 64(6): 515–526 — บทคัดย่อ: "Subjective experience is not a reliable indicator of judgment accuracy." (PMID 19739881)