1 · คนที่ถือจดหมายของคนอื่น
มีคนเขียนข้อความใส่ร้ายคุณลงในกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วคนแบกหนังสือพิมพ์ก็เอาไปวางหน้าบ้านคนอื่นอีกห้าพันหลังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาไม่ได้อ่านสักบรรทัด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเช้านี้ในตั้งของเขามีอะไรอยู่ เขารู้อย่างเดียวว่าของต้องถึงก่อนคนตื่น พอถึงสายๆ ชื่อของคุณก็เสียไปเรียบร้อยแล้วในบ้านห้าพันหลัง โดยที่คนซึ่งตั้งใจให้มันเกิดขึ้นมีอยู่คนเดียว และคนคนนั้นไม่ได้ออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ
คนแบกผิดด้วยไหม
กฎหมายอังกฤษเคยตอบคำถามนี้ไปแล้ว และคำตอบมีสองครึ่งที่ฟังดูขัดกันเอง — คนขายหนังสือพิมพ์ไม่ผิดเพราะเขาไม่ได้อ่าน และในวินาทีที่มีคนบอกเขาว่าข้างในมีอะไร เขาก็ผิดทันที ครึ่งแรกเกิดในศาลอุทธรณ์ ครึ่งหลังเกิดในห้องสมุดให้เช่า และทั้งสองครึ่งไม่ได้ตายไปพร้อมศตวรรษที่มันเกิด มันยังเดินอยู่ในกฎที่คุมอินเทอร์เน็ตของคุณวันนี้
คนที่ไม่ได้อ่านสิ่งที่เขาถือ
คนขายหนังสือพิมพ์ถูกฟ้อง เขาไม่ได้แต่งข้อความนั้น ไม่ได้เขียน ไม่ได้เรียงพิมพ์ เขารับของมาเป็นตั้ง วางบนแผง แล้วส่งให้คนที่เดินมาซื้อ แต่ศาลอังกฤษเริ่มจากจุดที่ไม่เข้าข้างเขาเลย เพราะหลักที่ใช้อยู่ตอนนั้นถือว่าใครก็ตามที่มีส่วนทำให้ข้อความหมิ่นประมาทไปถึงตาคนอ่าน คือผู้เผยแพร่ไว้ก่อน และภาระพิสูจน์ตกที่จำเลยทั้งก้อน คนแบบนี้จึงเดินเข้าห้องพิจารณาโดยแพ้ไปแล้วครึ่งตัว
คำตอบว่าเขาจะพ้นได้อย่างไรอยู่ใน Emmens v Pottle (1885) 16 QBD 354 ลูกขุนตอบข้อเท็จจริงสามข้อ เขาไม่รู้ว่าข้างในมีคำหมิ่นประมาท · ความไม่รู้ไม่ได้มาจากความประมาทของเขา · และไม่มีอะไรทำให้เขาควรคิดว่าฉบับนั้นน่าจะมี Lord Esher MR เขียนไว้ตรงๆ ว่าถ้าจำเลยรู้ว่าข้างในมีอะไร เขาก็เผยแพร่คำหมิ่นประมาทนั้นและต้องรับผิด แต่ลูกขุนบอกว่าเขาไม่รู้ ศาลจึงถือว่าเขาไม่ได้เผยแพร่
ศาลไม่ได้ยกโทษให้เขา ศาลบอกว่าเขาไม่ได้ทำตั้งแต่แรก
Bowen LJ ปิดด้วยภาพที่ยังอยู่ในตำราจนวันนี้ หนังสือพิมพ์ไม่เหมือนไฟ คนเราถือมันเดินไปไหนมาไหนได้ โดยไม่ต้องคิดว่ามันจะไปทำร้ายใคร และนั่นแปลว่ากฎหมายยอมรับว่ามีของบางอย่างที่คนถือไม่จำเป็นต้องระแวง เพราะตัวมันเองไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรออกมาให้ระแวง หลักนี้ชื่อ innocent dissemination และสิ่งที่มันคุ้มครองคือคนที่ไม่รู้ ไม่ใช่คนที่เลือกจะไม่รู้ ซึ่งความต่างระหว่างสองอย่างนี้ยังไม่มีใครต้องพิสูจน์ จนอีกสิบห้าปีต่อมา
หนังสือที่ยังอยู่บนชั้นหลังจากมีคนบอกแล้ว
คราวนี้เป็นห้องสมุดให้เช่า ลองนึกภาพร้านที่มีหนังสือหมุนเข้าออกเป็นหมื่นเล่มต่อปี ลูกค้าจ่ายรายเดือนแล้วยืมได้ไม่อั้น ไม่มีใครในร้านอ่านจบสักเล่ม และไม่มีใครคิดด้วยซ้ำว่าต้องอ่าน นั่นคือเหตุผลชุดเดียวกันเป๊ะกับที่ช่วยคนขายหนังสือพิมพ์ให้รอดเมื่อสิบห้าปีก่อน แต่คราวนี้มันไม่ช่วย เพราะมีประกาศฉบับหนึ่งออกมาก่อนหน้านั้นแล้ว และไม่มีใครในร้านอ่านมันเหมือนกัน
คดีคือ Vizetelly v Mudie's Select Library [1900] 2 QB 170 หนังสือว่าด้วยการตามหา Emin Pasha ในแอฟริกาของ Stanley มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์อยู่ข้างใน โจทก์ฟ้องสำนักพิมพ์ก่อนแล้วตกลงกันได้ สำนักพิมพ์รับจะถอนข้อความนั้นออกจากตลาด เสนอเปลี่ยนหน้ากระดาษให้ทุกเล่ม และประกาศออกสู่สาธารณะ แปลว่าในโลกข้างนอกร้าน เรื่องนี้ถูกจัดการไปแล้วทุกทาง ส่วนในร้าน หนังสือเล่มเดิมยังถูกยื่นข้ามเคาน์เตอร์ให้ลูกค้าคนต่อไปตามปกติ
เจ้าของร้านขึ้นเบิกความว่าไม่รู้เรื่องคำหมิ่นประมาท ไม่รู้เรื่องคดีก่อนหน้า ไม่รู้เรื่องข้อเสนอเปลี่ยนหน้ากระดาษ และไม่มีใครในร้านอ่านเล่มนี้ ศาลไม่ได้เถียงเขาสักคำ Romer LJ เพียงแต่วางเงื่อนไขของเกราะนั้นไว้สามข้อ ต้องไม่รู้ว่ามีคำหมิ่นประมาท · ต้องไม่มีอะไรในตัวงานหรือในสถานการณ์ที่งานมาถึงมือ ซึ่งควรทำให้คิดได้ว่าน่าจะมี · และความไม่รู้ต้องไม่ได้เกิดจากความประมาทของตัวเอง
ข้อสองคือจุดที่ห้องสมุดตาย เพราะศาลชี้ว่ามันมองข้ามคำขอคืนหนังสือของสำนักพิมพ์ไปด้วยความประมาท ร้านจึงไม่ได้แพ้เพราะรู้แล้วยังขายต่อ แต่แพ้เพราะมีคนอุตส่าห์เดินมาบอกถึงหน้าประตู แล้วไม่มีใครในร้านเปิดอ่าน
คุณไม่ได้แค่พูดว่าไม่รู้ คุณต้องพิสูจน์ว่าความไม่รู้ของคุณไม่ใช่ความสะเพร่า
บันไดที่ศาลจะหยิบมาใช้อีกร้อยปี
เอาสองคดีมาวางเรียงกัน แล้วบันไดจะโผล่ออกมา ขั้นล่างสุดคือ common carrier — คนที่เป็นท่อเฉยๆ ไม่มีสิทธิเปิดดูของที่ตัวเองขนด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องรับผิด ขั้นกลางคือ distributor — คนขายหนังสือพิมพ์ ร้านหนังสือ ห้องสมุด ขนของที่อ่านได้ แต่อ่านไม่ไหว กฎหมายจึงให้เกราะบางๆ ไว้ ผิดเมื่อรู้ หรือเมื่อควรจะรู้ ส่วนขั้นบนสุดคือ publisher — มีบรรณาธิการอ่านทุกบรรทัดก่อนแท่นพิมพ์เดิน ปล่อยอะไรออกไปคือรับรองสิ่งนั้นแล้ว จึงรับผิดทุกตัวอักษร
บันไดนี้วัดอำนาจ ไม่ได้วัดระยะทาง ขั้นของคุณจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าข้อความไปถึงคนกี่คน — คนแบกหนังสือพิมพ์วางของถึงห้าพันหลังคาเรือนก่อนฟ้าสางแล้วยังยืนอยู่ขั้นกลาง ขณะที่บรรณาธิการซึ่งอ่านต้นฉบับอยู่ในห้องเดียวยืนอยู่ขั้นบนสุดตั้งแต่ก่อนแท่นพิมพ์จะเดิน — แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำอะไรกับมันได้บ้าง
และเกราะของขั้นกลางมีสวิตช์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในมือคุณ แต่อยู่ในมือใครก็ตามที่ส่งจดหมายมาบอกว่าข้างในมีอะไร วันที่จดหมายฉบับนั้นมาถึง คุณยังทำงานเดิม ยืนที่เดิม อ่านเท่าเดิม แต่คุณไม่ได้อยู่ขั้นเดิมอีกแล้ว
notice-and-takedown ที่คุณเจออยู่ทุกวันนี้ — ปุ่มรายงานใต้โพสต์ ฟอร์มแจ้งลบที่แพลตฟอร์มมีไว้ให้คุณกรอก — คือลูกหลานของสวิตช์ตัวนั้น มันไม่ได้เกิดพร้อมอินเทอร์เน็ต มันเกิดในห้องสมุดให้เช่าแห่งหนึ่งในปี 1900 กับหนังสือที่ไม่มีใครในร้านอ่าน และเมื่อคอมพิวเตอร์มาถึง ศาลจะไม่ได้สร้างกฎขึ้นใหม่ ศาลจะยกบันไดอันเดิมออกมา แล้วถามคำถามเดียวว่าเครื่องนี้ยืนอยู่ขั้นไหน
ท่าที่เอาไปใช้ได้: เวลาอ่านข่าวว่าแพลตฟอร์มหนึ่งต้องรับผิดหรือไม่ ให้ถามก่อนว่ามีใครแจ้งมันไปแล้วหรือยัง เพราะในระบบตระกูลนี้ สถานะของคนกลางเปลี่ยนตอนที่เขาได้รับแจ้ง ไม่ใช่ตอนที่ข้อความถูกโพสต์
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีคนเปิดรายงานคดี Vizetelly ฉบับเต็มแล้วพบว่า Romer LJ วางความรับผิดของ Mudie's ไว้บนเหตุอื่น ไม่ใช่การมองข้ามคำขอคืนหนังสือของสำนักพิมพ์ — ถ้าเป็นเช่นนั้น จุดกำเนิดของกติกา "แจ้งแล้วต้องลบ" ที่บทนี้ชี้ไว้ต้องย้ายที่
แหล่ง:
- Emmens v Pottle (1885) 16 QBD 354, Court of Appeal (England & Wales) — ถ้อยคำของ Lord Esher MR และ Bowen LJ https://swarb.co.uk/emmens-v-pottle-ca-1885/
- Vizetelly v Mudie's Select Library, Ltd. [1900] 2 QB 170, Court of Appeal — https://swarb.co.uk/vizetelly-v-mudies-select-library-1900/
- เงื่อนไขสามข้อของ Romer LJ และคำวินิจฉัยเรื่องความประมาท — https://en.wikipedia.org/wiki/Innocent_dissemination
- ข้อเท็จจริงของ Vizetelly (การตกลงกับสำนักพิมพ์ ข้อเสนอเปลี่ยนหน้ากระดาษ ประกาศสาธารณะ คำเบิกความของเจ้าของร้าน) — https://www.quimbee.com/cases/vizetelly-v-mudie-s-select-library-ltd
- David Rolph, "Liability in the internet age", Gazette of Law and Journalism (พิมพ์ซ้ำ 2011) — https://inforrm.org/2011/02/17/liability-in-the-internet-age-david-rolph/