‹

1 · ส่วนเผื่อคืออะไร

1 · ​ส่วน​เผื่อ​คือ​อะไร

​วิศวกร​ที่​ต้อง​เซ็นชื่อ​รับรอง​คาน​ตัว​หนึ่ง ​รู้​ภาระ​ที่​คาน​จะ​ต้อง​รับ ​รู้​กำลัง​ของ​วัสดุ​โดยประมาณ ​แล้ว​ยัง​เหลือ​คำถาม​อีก​ข้อ​ที่​การคำนวณ​ไม่​ตอบ​ให้ ​คือ​จะ​ใส่ความ​แข็งแรง​เกินไป​เท่าไร​จึง​จะ​พอ

​ส่วน​เผื่อ​คือ​คำตอบ​ของ​คำถาม​นั้น ​มัน​คือ​ความแข็งแรง​ที่​ใส่​เกิน​จาก​ภาระ​ที่​คาด​ไว้ ​และ​ตัวเลข​ที่​บอก​ว่า​เกิน​เท่าไร​ไม่​ได้​ลอย​มา ​มี​คน​ตั้ง ​มี​ปี​ที่ตั้ง ​และ​มีเหตุผล​ที่​ตรวจ​ได้ ​ภาค​นี้​ไล่​ตัวเลข​นั้น​กลับ​ไปหา​ต้นทาง

​สิ่ง​ที่​ทำให้​วิธี​นี้​ทำงาน​ได้​มี​เงื่อนไข​ข้อ​เดียว ​ทุก​กรณี​ใน​ภาค​นี้​อยู่​ใน​โลก​ที่​สิ่ง​ที่มา​ทำลาย​ไม่​ได้​อ่าน​แบบ — ​ลม ​น้ำหนัก ​เชือก​ที่​ล้า ​ไฟ ​แผ่นดินไหว ​ลม​ไม่​รู้​ว่า​เสา​ต้น​ไหน​บาง​ที่สุด ​มัน​พัด​ใส่​ทั้ง​อาคาร​เท่ากัน​หมด ​และ​เพราะ​มัน​ไม่​รู้ ​การใส่​เผื่อ​เข้าไป​อีกหน่อย​จึง​ได้ผล

​ค่า​ความปลอดภัย · 1858–1940s

​ใน​ปี 1858 W. J. M. Rankine ​พิมพ์ A Manual of Applied Mechanics ​ฉบับ​แรก ​ตำรา​ที่​วาง​สัดส่วน​ความปลอดภัย​บน​ฐาน​ของ​ความเค้น​ให้​วิศวกร​อังกฤษ ​ปัญหา​ที่​ตำรา​เล่ม​นั้น​แก้​ไม่​ใช่​การคำนวณ ​คน​ยุค​นั้น​คำนวณ​คาน​เป็น ​ปัญหา​คือ​ไม่​มี​ใคร​รู้​ว่า​เหล็กหล่อ​ก้อน​ตรงหน้า​แข็งแรง​เท่า​ค่าเฉลี่ย​ใน​ตาราง​หรือเปล่า

​คาน​เหล็กหล่อ​ใน​ยุค​นั้น​จึง​ถูก​ออกแบบ​ด้วย factor of safety ​เท่ากับ 4 ​บน​ค่า ultimate tensile strength ​เฉลี่ย 93 N/mm² ​จนได้​ความเค้น​ดัด​ที่​ยอมให้ 23 N/mm² ​เลข 4 ​ไม่​ได้มา​จาก​สมการ​ไหน ​มัน​คือ​ที่ว่าง​ที่​วิศวกร​กัน​ไว้​ให้​สิ่ง​ที่​เขา​ยัง​ไม่​รู้

Hansson ​แจง​ว่า​ตัวคูณ​ตัว​เดียว​นี้​รับ​อะไร​ไว้​บ้าง ​มี​ห้า​อย่าง: ​ภาระ​สูง​กว่า​ที่​คาด ​วัสดุ​ด้อย​กว่า​ที่​คาด ​ทฤษฎี​ของ​กลไก​วิบัติ​ที่​ไม่​สมบูรณ์ ​กลไก​วิบัติ​ที่​ยัง​ไม่​รู้จัก ​และ​คน​คำนวณ​หรือ​ออกแบบ​ผิด ​สอง​ข้อ​แรก​คือ​ความแปรปรวน​ของ​โลก ​สาม​ข้อ​หลัง​คือ​ความไม่รู้​ของ​วิศวกร

​ทั้ง​ห้า​ข้อ​มาจาก​ฝั่ง​เดียวกัน​หมด ​ไม่​มี​ข้อ​ไหน​เป็น​ภาระ​ที่​เลือก​ลง​ตรงจุด​ที่​บาง​ที่สุด ​นั่น​คือ​เหตุผล​ที่​เลข​ตัว​เดียว​พอ — ​ไม่​มี​ใคร​ยืน​อยู่​อีก​ฝั่ง​คอย​ดู​ว่า​มัน​ถูก​ตั้ง​ไว้​เท่าไร

​ต้นกำเนิด​ของ​ตัวเลข​นี้ ​แหล่ง​สอง​แหล่ง​ไม่​ตรงกัน ​และ​ภาค​นี้​พิมพ์​ทั้งสอง Isaac Elishakoff ​ย้อน​แนวคิด​ไป​ถึง​ปี 1729 ​ใน​ตำรา​ป้อมปราการ​ของ Bernard Forest de Bélidor ​ส่วน Sven Ove Hansson ​ระบุ​ว่าการ​ใช้ factor of safety ​อย่าง​ชัดแจ้ง​ครั้งแรก​สุด​ที่​รู้กัน​อยู่​ใน​ทศวรรษ 1860 ​ข้ออ้าง​ที่ว่า Rankine ​เป็น​ผู้ใช้​คำ​นี้​คน​แรก​ตาม​บันทึก​ของ OED ​ตรวจ​ไม่​ได้​ใน​รอบ​ค้นคว้า​นี้

​ชื่อ​ที่​ตรง​กว่า​สำหรับ​ตัวคูณ​นี้​มี​คน​เสนอ​ไว้​แล้ว Alasdair Beal ​ตั้งชื่อ​บทความ​ปี 2001 ​ใน The Structural Engineer ​ว่า "Factors of Ignorance?" ​ส่วน​คำกล่าว​ที่ว่า Alfred Pugsley ​เป็น​ผู้​บัญญัติ​วลี​นี้ ​ไม่​มี​แหล่ง​ใด​ยืนยัน ​สิ่ง​ที่ Pugsley ​ทำ​จริง​คือ​บทความ​ปี 1951 ​ใน Journal of the Institution of Civil Engineers ​และ​เหรียญทอง​ของ Institution of Structural Engineers ​ปี 1968 ​สำหรับ​ปรัชญา​ความปลอดภัย​ที่​มอง​โครงสร้าง​เป็นความ​น่าจะเป็น​ของ​การวิบัติ

​ตัวเลข​ของ​เหล็กใน​อังกฤษ​เป็น​ซาก​สงคราม BS 449 ​ปี 1932 ​ใช้​ตัวคูณ​ราว 2 ​สำหรับ​คาน​เหล็ก ​ฉบับ​แก้ไข​เดือน​พฤศจิกายน 1939 ​ลดเหลือ 1.6 "as an emergency measure" ​พร้อม​ข้อความ​ว่า​ให้​สิ้น​ผล​หก​เดือน​หลัง​สงคราม​ยุติ ​คำ​ว่า emergency measure ​บอก​อายุ​ของ​ตัวเอง​ไว้​ใน​ตัว ​แล้ว​ปี 1948 ​มัน​ถูก​ทำให้​ถาวร​ที่ 1.65–1.7 ​และ​อยู่​อย่างนั้น​ตลอด​ยุค permissible-stress design

​เครื่องบิน​เดิน​คนละ​ทาง​แต่​ลงเอย​แบบ​เดียวกัน ​ตัวเลข 1.5 ​ถูก​ตั้งขึ้น​ทีละ​ส่วน ​ปี 1930 US Air Corps ​ใช้ 1.5 ​กับ​ภาระ​ออกแบบ​ของ​หาง​เครื่องบิน​ก่อน ​เดือน​มีนาคม 1934 Revision G ​ของ Handbook of Instructions for Airplane Design ​ทำให้​มัน​เป็น​ข้อกำหนด​ทั่วไป ​และ​ปัจจุบัน​อยู่​ใน 14 CFR 25.303 ​ผู้เขียน​ประวัติ​ของ​ตัวเลข​นี้​ที่ NASA ​สรุป​เอง​ว่า​มัน​ไม่​มี​ต้นกำเนิด​เดียว "much like the rules of baseball"

​ตัวเลข 1.5 ​ตั้งใจ​ให้​ครอบคลุม​สาม​อย่าง: ​ภาระ​ใช้งาน​ที่​เกิน​ขีด​ออกแบบ ​ตัว​โครงสร้าง​โก่ง​เกิน​ขีดจำกัด ​และ​ชิ้นส่วน​ที่​บาง​กว่า​ที่​คำนวณ​แต่​ยังอยู่​ใน​พิกัด​ยอมรับ ​มัน​ไม่​ครอบคลุม​ความผิดพลาด​ใน​การวิเคราะห์​โครงสร้าง ​และ​ราคา​ของ​มัน​วัด​ได้ ​ลด​จาก 1.5 ​เป็น 1.4 ​ประหยัด​น้ำหนัก​โครงสร้าง​ได้ 4%

​ตัวเลข​ฉุกเฉิน​ที่​เขียน​วันหมดอายุ​ไว้​ใน​ตัวเอง ​กลายเป็น​ตัวเลข​ถาวร ​ตัวเลข​ของ​เครื่องบิน​ที่​ไม่​มี​ต้นกำเนิด​เดียว ​กลายเป็น​กฎหมาย ​ทั้งสอง​ตัว​อยู่​ได้​เพราะ​สิ่ง​ที่​มัน​กัน​อยู่​ไม่​เคย​เปลี่ยน​วิธี​เล่น

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​ก่อน​เชื่อ​ตัวคูณ​ใด ​ให้​เขียน​รายการ​ห้า​ข้อ​ของ Hansson ​ไว้​ข้าง​มัน ​แล้ว​ขีด​ว่า​ตัวคูณ​นั้น​ถูก​ตั้งขึ้น​เพื่อ​รับ​ข้อ​ไหน — ​ข้อ​ที่​ไม่​ได้​ขีด​คือ​ส่วน​ที่​ไม่​ได้​เผื่อ

​เบรก​ลิฟต์​ของ​โอทิส · 1853

​ปัญหา​ของ​แท่น​ยก​ที่​ห้อย​อยู่​กับ​เชือก​มี​ข้อ​เดียว ​คือ​เชือก​ขาด ​และ​ทางแก้​ที่​ตรง​ที่สุด​คือ​ทำ​เชือก​ให้​หนา​ขึ้น ​เชือก​ที่​หนา​ขึ้น​กัน​ได้​เฉพาะ​เหตุ​ที่​คิดออก​แล้ว​เท่านั้น

​สิ่ง​ที่ Elisha Otis ​ทำ​ไม่​ใช่​อย่างนั้น ​เขา​ปล่อย​ให้​เชือก​ขาด​ต่อไป​ตามเดิม ​แล้วไป​จัดการ​กับ​อีก​ด้าน​หนึ่ง​แทน ​คือ​ทำให้​การขาด​ของ​เชือก​ไม่​สำคัญ

​วัน​ศุกร์​ที่ 5 ​พฤษภาคม 1854 ​สมุดบัญชี​ของ Otis ​บันทึก​รับเงิน 100 ​ดอลลาร์​ค่า "one model hoist machine" ​ส่ง​ไป​ยัง New York Crystal Palace ​อาคาร​ที่​สร้าง​ขึ้น​ใน​ปี 1853 ​เพื่อ​เลียนแบบ​งานแสดง​ใหญ่​ของ​ลอนดอน

​อาคาร​นั้น​เปิด​วันที่ 4 ​กรกฎาคม 1853 ​และ​ขาดทุน ​ต้นปี 1854 ​สมาคม​เจ้าของ​จัด​โครงสร้าง​ใหม่ ​ตั้ง P. T. Barnum ​เป็น​ประธาน ​ปิด​อาคาร​ตั้งแต่ 15 ​เมษายน ​แล้ว​เปิด​ใหม่​วันที่ 4 ​พฤษภาคม ​ด้วย​แผนก​เครื่องจักร​ที่​ขยาย​ใหญ่​ขึ้น​และ​เดิน​ด้วย​ไอ​น้ำ ​วันที่ 5 ​พฤษภาคม Barnum ​ประกาศ​รางวัล​เหรียญทอง​มูลค่า 1,000 ​ดอลลาร์​สำหรับ​สิ่งประดิษฐ์​ที่​มีประโยชน์​ที่สุด​แห่ง​ปี ​และ​เหรียญ​ละ 100 ​ดอลลาร์​อีก​ห้า​เหรียญ

​บันทึก​ร่วมสมัย​ชิ้น​แรก​คือ New York Tribune ​วันที่ 30 ​พฤษภาคม 1854 ​มัน​เล่า​ว่า​นักประดิษฐ์​ขึ้น​ลง​บน​แท่น​ยก ​และ "occasionally cuts the rope by which it is supported"

​กลไก​ที่​เขา​ตัดเชือก​ให้​ดู​นั้น​เรียบง่าย​จน​น่า​หงุดหงิด The Practical Mechanic's Journal ​ของ​อังกฤษ ​ฉบับ​กรกฎาคม 1854 ​อธิบาย​มัน​และ​พิมพ์​ภาพ​แรก ​เสา​ไม้​ตั้ง​มี​ฟันเฟือง​เรียง​เป็นแถว​เหมือน​ฟันเลื่อย ​แผ่น​เบรก​ถูก​สปริง​แข็ง​ดัน​ให้​อยาก​เกาะ​ฟัน​นั้น​อยู่​ตลอดเวลา ​และ​สิ่ง​เดียว​ที่​รั้ง​มัน​ไว้​คือ​แรง​ตึง​ของ​เชือก​ที่​ดึง​ขึ้นไป ​พอ​เชือก​ขาด ​แรง​ตึง​หาย​ไป​พร้อมกัน ​สปริง​จึง​ได้​ทำ​ใน​สิ่ง​ที่​มัน​อยาก​ทำ​มา​ตลอด

​บทความ​เดียวกัน​ถูก​พิมพ์​ซ้ำ​ใน Dinglers Polytechnisches Journal ​ของ​เยอรมนี ​เดือน​ธันวาคม 1854 ​พร้อม​ข้อสังเกต​ว่า​อุปกรณ์​แบบ​เดียวกัน​มี​ใช้​ใน​ปล่อง​ลิฟต์​มา​นาน​แล้ว Charles Otis ​ลูกชาย ​บันทึก​ใน​ปี 1911 ​ว่า​แท่น​นั้น​เคลื่อน​ขึ้น​ลง​ได้​ราว 30–40 ​ฟุต

​ตำนาน​ที่​เล่า​กัน​ตาย​ไป​หลาย​เรื่อง​ใน​รอบ​ค้นคว้า​นี้ ​สอง​เรื่อง​ที่​หนัก​ที่สุด​เป็น​แบบนี้ ​เรื่อง​แรก ​มัน​ไม่​ใช่​การแสดง​ครั้ง​เดียว​ใน​บ่าย​วันหนึ่ง ​คำ​ว่า occasionally ​ใน​ข่าว​ของ Tribune ​บอก​เอง​ว่า​เป็น​นิทรรศการ​ต่อเนื่อง​หลาย​สัปดาห์ ​ตัดเชือก​ซ้ำแล้วซ้ำอีก ​จึง​ไม่​มี​วันที่​เดียว​ให้​อ้าง ​เรื่อง​ที่สอง ​ประโยค "All safe, gentlemen, all safe" ​ไม่​มี​แหล่ง​ร่วมสมัย​ไหน​บันทึก Lee Gray ​ผู้​ค้น​เอกสาร​เหล่านี้​สรุป​ว่า​เรื่องเล่า​ฉบับ​ที่​รับ​กัน​มา "relies more on faith and trust in the storytellers than on actual evidence"

​สิ่ง​ที่​ยืนยัน​ได้​คือ​คำสั่ง​ซื้อ​เริ่ม​เข้ามา​ต้นเดือน​มิถุนายน 1854 ​และ​ลิฟต์​โดยสาร​เชิงพาณิชย์​ตัว​แรก​เปิด​ใช้​ใน​นิวยอร์ก​วันที่ 23 ​มีนาคม 1857 ​ข้ออ้าง​ว่าการ​สาธิต​นี้​ทำให้​ตึกสูง​เป็นไปได้ ​เป็นการ​ตีความ​ของ​นักประวัติศาสตร์ ​ไม่​ใช่​ข้อเท็จจริง​ที่​มี​แหล่ง

​เบรก​ตัว​นี้​ไม่​เคย​ถาม​ว่า​เชือก​ขาด​เพราะอะไร ​มัน​รอ​อยู่​อย่าง​เดียว​คือ​แรง​ตึง​ที่​หาย​ไป ​นั่น​แปล​ว่า​มัน​กัน​เหตุ​ที่ Otis ​เอง​ยัง​คิดไม่ถึง​ได้​ด้วย ​และ​เชือก​ที่​ล้า​ไม่​เคย​เลือก​เวลา​ขาด​ให้​ตรง​กับ​ตอนที่​สปริง​ติดขัด

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​ตัดเชือก​เอง​ต่อหน้า​คนดู ​และ​ตัด​ซ้ำ — ​อุปกรณ์​นิรภัย​ที่​ยัง​ไม่​เคย​ถูก​สั่ง​ให้​ทำงาน​จริง ​ยัง​ไม่​ใช่​อุปกรณ์​นิรภัย

​จาก​ตัวคูณ​เดียว ​สู่​ตัวคูณ​แยกส่วน · LRFD

​ตัวคูณ​ตัว​เดียว​ใช้ได้​ดี​จนถึง​วันที่​มี​คน​อยาก​แก้​มัน ​ใน​เลข​ตัว​นั้น​ไม่​มี​ใคร​ชี้​ได้​ว่า​ส่วน​ไหน​เผื่อ​ไว้​ให้​ลม ​ส่วน​ไหน​เผื่อ​ไว้​ให้​คอนกรีต​ที่​เท​ไม่ได้เรื่อง ​และ​เมื่อ​แยก​ไม่​ออก ​ก็​ปรับ​ทีละ​ส่วน​ไม่​ได้ ​ต้อง​ขยับ​ทั้ง​ก้อน​หรือไม่​ขยับ​เลย

​ใน​ปี 1986 AISC ​พิมพ์ Load and Resistance Factor Design Specification for Structural Steel Buildings ​ฉบับ​แรก ​หกสิบ​สาม​ปี​หลัง​สเปก​ฉบับ​แรก​ของ​สถาบัน​เดียวกัน​ใน​ปี 1923 ​ที่​ใช้​ตัวคูณ​ตัว​เดียว​หาร​ความเค้น​วิบัติ

​วิธี​เดิม​ชื่อ Allowable Stress Design ​เอา​ความเค้น​ที่​วัสดุ​รับได้​หาร​ด้วย​ตัวเลข​เดียว ​แล้ว​เทียบ​ความเค้น​ที่​คำนวณ​ได้​กับ​ผล​หาร​นั้น ​ภาระ​ต่าง​ชนิด​ถูก​จัดการ​อย่าง​หยาบ ​เช่น​ชิ้นส่วน​สะพาน​ตรวจ​ภาระ​ตาย​รวม​ภาระ​จร​ที่ 100% ​ของ​ค่าย​อม​ให้ ​และ​ภาระ​ตาย​รวม​ลม​ที่ 125%

LRFD ​เปลี่ยน​สอง​อย่าง ​ภาระ​แต่ละ​ชนิด​ได้ตัว​คูณ​ของ​ตัวเอง ​ภาระ​ตาย​ต่ำ ​ภาระ​จร ​ลม ​หิมะ ​สูง ​เพราะ​แต่ละ​อย่าง​แปรปรวน​ไม่​เท่ากัน ​และ​มี resistance factor ​ลด​กำลัง​ที่​คำนวณ​ได้​ลง ​เพื่อ​รับ​ความแปรปรวน​ของ​วัสดุ ​ของ​สมมติฐาน​ที่​ใช้​คำนวณ ​ของ​งาน​ประกอบ​และ​งาน​ติดตั้ง ​จุด​เทียบ​ย้าย​จาก​ความเค้น​ไป​เป็นกำลัง

​สิ่ง​ที่​เปลี่ยน​คือ​วิธีทำ​บัญชี ​ไม่​ใช่​ยอด​ใน​บัญชี ​ตัวคูณ​ย่อย​ชุด​แรก​ไม่​ได้​ถูก​คำนวณ​ขึ้น​ใหม่​จาก​สถิติ​การวิบัติ ​มัน​ถูก​หาร​ออกมา​จาก​เลข​ตัว​เดิม ​แล้ว​ขยับ​ให้ผล​ไม่​เท่าเดิม​พอดี

​คอนกรีต​ไป​ก่อน ​แรงผลัก​คือ​วัสดุ​ขาดแคลน​ใน​ยุโรป​หลัง​สงคราม ACI ​ปี 1963 ​ผลัก​งาน​ออกแบบ​คอนกรีต​จาก Working Stress ​ไป Ultimate Strength ​และ​ปี 1971 ​ลด​วิธี​เดิม​เป็น "alternate method" AISC ​ออก ASD ​ฉบับ​สุดท้าย​ปี 1989 ​และ​รวม​สอง​วิธี​ไว้​ใน​เล่ม​เดียว​ปี 2005 ​ฝั่ง​สะพาน AASHTO ​ผ่าน​ขั้น​กลาง​ชื่อ Load Factor Design ​ปี 1973 ​พิมพ์ LRFD ​ฉบับ​แรก​ปี 1994 ​และ​หยุด​ปรับปรุง​ฉบับ ASD ​หลัง​ปี 2002

​ที่มา​ของ​ตัวคูณ​ย่อย​อยู่​ใน​บันทึก​ที่​วิชาชีพ​ไม่​ได้​โฆษณา Beal ​บันทึก​จาก W. B. Cranston ​ว่า​คณะกรรมการ CP110 ​ของ​อังกฤษ​ปี 1972 ​อยากได้​ตัวคูณ​ที่ derive ​จาก​สถิติ ​แต่​ข้อมูล​ไม่​มี ​จึง​เอา 1.8 ​ของ CP114 ​มา​แยกส่วน ​ตัวคูณ​ด้าน​ภาระ 1.5 ​คูณ​ด้วย​ตัวคูณ​ด้าน​วัสดุ 1.2 ​ได้ 1.8 ​พอดี ​คือ​เท่า​โค้ด​เดิม​ทุก​ประการ ​และ​นั่น​คือ​สิ่ง​ที่​คณะกรรมการ​ไม่​เอา "but the complexity of the new code would then have seemed pointless" ​จึง​ตั้ง 1.6 ​สำหรับ​ภาระ​จร 1.4 ​สำหรับ​ภาระ​ตาย ​และ 1.15 ​สำหรับ​วัสดุ ​คำนำ​ของ CP110 ​เอง​รับ​ว่า​ข้อมูล​สถิติ​ที่​เกี่ยวข้อง​มี​ไม่​พอ ​และ​ค่าที่​ใช้ "based on current practice"

​ฝั่ง​เหล็ก​เดิน​ซ้ำรอย​เดียวกัน ​ร่าง​โค้ด​ปี 1981 ​ตั้งตัว​คูณ​ด้าน​วัสดุ​ที่ 1.075 ​เพื่อให้​ผล​ใกล้ BS 449 ​วิศวกร​ปฏิเสธ​โค้ด​ที่​ซับซ้อน​ขึ้น​แต่​ไม่​ประหยัด​ขึ้น BS 5950 ​จึง​ลดตัว​คูณ​ด้าน​วัสดุ​เหลือ 1.0 ​เมื่อ BSI ​ถอน BS 8110 ​ใน​ปี 2010 ​มัน​ยัง​ใช้​ตัวคูณ​ย่อย​ที่ตั้ง​ไว้​ชั่วคราว​เมื่อ​ปี 1972 Eurocode 0 ​ปี 2002 ​หมวด C4 ​ระบุ​ว่า​วิธี​ความน่าจะเป็น​เต็ม​รูปแบบ "are seldom used" ​เพราะ​ขาด​ข้อมูล ​และ​ฐาน​ทั่วไป​ของ​ตัวคูณ​ย่อย​คือ "calibration to a long experience of building tradition"

​บัญชี​ที่​ละเอียด​ขึ้น​ไม่​ใช่​ของ​เปล่าประโยชน์ ​ความแปรปรวน​ของ​ภาระ​ถูก​เขียน​ลง​ชัด​และ​แก้​ได้​ทีละ​ตัว​แล้ว ​แต่​บัญชี​แบบนี้​ทำได้​เพราะ​ภาระ​ไม่​ตอบสนอง​ต่อ​วิธี​ที่​มัน​ถูก​ลงบัญชี ​ลม​ไม่​แรง​ขึ้น​เพราะ​ตัวคูณ​ของ​มัน​ถูก​ตั้ง​ไว้​สูง

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​เจอ​ตัวคูณ​ย่อย​ชุด​ไหน ​ให้​คูณ​กลับเป็น​เลข​เดียว​แล้ว​เทียบ​กับ​โค้ด​รุ่น​ก่อน — ​ถ้า​เท่ากัน ​ตัวเลข​นั้น​ถูก​แบ่ง ​ไม่​ได้​ถูก derive

fail-safe ​กับ fail-secure

​คน​ที่​ลง​บันไดหนีไฟ​แล้ว​พบ​ว่า​ลง​ต่อไป​ไม่​ได้ ​เหลือ​ทางเดียว​คือ​กลับ​เข้า​ชั้น ​ประตู​บาน​นั้น​ต้อง​ยอมให้​เขา​เข้า ​และ​ประตู​บาน​เดียวกัน​นั้น​เอง​เป็น​ประตู​กัน​ไฟ ​หน้าที่​ของ​มัน​คือ​กลอน​ให้​แน่น​ไม่​ให้​ไฟ​ลาม​เข้า​ปล่อง​บันได

International Building Code ​ฉบับ​ปี 2024 ​สั่ง​ให้​ล็อก​ไฟฟ้า​บน​ประตู​บันไดหนีไฟ​ปลด​เมื่อ​ไฟ​ดับ ​ส่วน NFPA 80 ​สั่ง​ให้ electric strike ​บน​ประตู​กัน​ไฟ​ล็อก​เมื่อ​ไฟ​ดับ — ​ประตู​บาน​เดียว ​ข้อบังคับ​สอง​ข้อ ​ทิศ​ตรงข้าม

​นิยาม​ตาม Lori Greene ​แห่ง Allegion: fail safe ​คือ​ปลดล็อก​ฝั่ง​เข้า​เมื่อ​ไฟ​ดับ ​ต้อง​จ่ายไฟ​เพื่อ​ล็อก fail secure ​คือ​ล็อก​ฝั่ง​เข้า​เมื่อ​ไฟ​ดับ ​ต้อง​จ่ายไฟ​เพื่อ​ปลด ​ทั้งสอง​คำพูด​ถึง​ฝั่ง​ที่​มี​กุญแจ ​ไม่​ใช่​ฝั่ง​คน​อยู่​ข้างใน ​ผลิตภัณฑ์​ส่วนใหญ่​ให้​ออก​ได้​เสรี​ทั้งสอง​แบบ ​คน​ข้างใน​บิด​มือจับ​หรือ​ดัน​คาน​แล้ว​ออก​ได้​เสมอ

​ชื่อ​ทั้งสอง​ตั้ง​จาก​มุม​ของ​ไฟฟ้า ​ไม่​ใช่​มุม​ของ​คน​ที่​ยืน​อยู่​หน้า​ประตู ​และ​คำถาม​ที่​ชื่อ​ทั้งสอง​ไม่​ถาม​เลย​คือ ​ไฟ​ดับ​เพราะอะไร

​ประตู​บันไดหนีไฟ​คือ​จุด​ที่​ข้อบังคับ​ชน​กัน​จริง ​ล็อก​ฝั่ง​บันได​ต้อง​เป็น fail safe ​เพราะ​คน​ที่​กลับ​เข้า​ชั้น​ไม่​ได้​คือ​คน​ที่​ติด​อยู่​ใน​ปล่อง ​แต่ NFPA 80 ​กำหนดให้ electric strike ​ที่​ติด​บน​ชุด​ประตู​กัน​ไฟ​เป็น fail secure ​เพราะ​ประตู​ต้อง​กลอน​แน่น​เมื่อ​ไฟไหม้ ​ทางออก​คือ​ไม่​ใช้ electric strike ​ใช้​ล็อก​ไฟฟ้า​เชิงกล​แบบ fail safe, trim ​แบบ fail safe ​บน fire exit hardware ​หรือ​แม่เหล็ก​ไฟฟ้า

Greene ​แยก​ให้​ชัด​ว่า electric lock ​บน​ประตู​กัน​ไฟ​ไม่​ถูก​บังคับ​ให้ fail secure ​มี​แต่ electric strike ​เท่านั้น ​เธอ​เขียน​ถึง​ด้าน​ตรงข้าม​ของ​ความผิดพลาด​ว่า electric strike ​แบบ fail secure ​ที่​ขัง​คน​ไว้​ใน​ปล่อง​บันได "is one of the most dangerous code violations a building can have"

​ตัว​ฮาร์ดแวร์​ปิดทาง​เลือก​ไป​แล้ว​ครึ่งหนึ่ง ​แม่เหล็ก​ไฟฟ้า​มี​แต่​แบบ fail safe ​เพราะ​ไม่​มี​ไฟ​ก็​ไม่​มี​แรง​ยึด ​และ​เพราะ​มัน​ไม่​ให้​ทางออก​เสรี​ใน​ตัว ​โค้ด​จึง​บังคับ​อุปกรณ์​ปลด​แยก​ต่างหาก ​ทั้ง​ปุ่ม​ข้าง​ประตู ​สัญญาณ​เพลิงไหม้ ​และ​ไฟ​ดับ ​ส่วน electric latch retraction ​มี​แต่​แบบ fail secure ​กลอน​จะ​ยื่น​ออก​เมื่อ​ไฟ​หาย

IBC 2024 ​กำหนดให้​ล็อก​บันได​แบบ fail safe ​ปลด​เมื่อ​ได้​สัญญาณ​จาก​ศูนย์บัญชาการ​ดับ​เพลิง ​เมื่อ​สัญญาณ​เพลิงไหม้​ทำงาน​ใน​พื้นที่​ที่​บันได​นั้น​รับใช้ ​และ​เมื่อ​ไฟฟ้า​ของ​ระบบ​ล็อก​ดับ delayed egress ​คือ​การซื้อเวลา​ต่อ​ความขัดแย้ง​นี้​ตรงๆ ​แหล่ง​รอง​ระบุ​ว่า​ประตู​ต้อง​เปิด​ภายใน 15 ​วินาที​หลัง​คน​พยายาม​ออก ​ตัวเลข​นี้​ตรวจ​กับ​ตัวบท NFPA 101 ​ไม่​ได้​ใน​รอบ​ค้นคว้า​นี้

Greene ​ปิดท้าย​ด้วย​ข้อ​เตือน​ที่​พลิก​ด้าน: ​ผลิตภัณฑ์ fail safe ​จะ​ปลดล็อก​ทุกครั้งที่​มี​สัญญาณ​เพลิงไหม้​หรือ​ไฟ​ดับ "which is an obvious security risk" ​อ่าน​รายการ​เงื่อนไข​ปลดล็อก​อีกครั้ง​แล้ว​จะ​เห็น​ว่า​ทุก​ข้อ​เป็น​เงื่อนไข​ที่​สร้าง​ขึ้น​ได้ ​ไฟไหม้​ไม่​เลือก​เวลา ​ส่วน​สวิตช์​มี​คน​กด

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​ก่อน​เลือก​ล็อก​ไฟฟ้า​ทุก​ตัว ​เขียน​ลง​กระดาษ​ว่า​เมื่อ​ไฟ​ดับ​มัน​อยู่​ใน​สถานะ​ไหน ​และ​ใคร​บ้าง​ที่​ทำให้​ไฟ​ดับ​ได้ — ​แล้ว​อ่าน​สอง​คำตอบ​นั้น​เทียบ​กับ​ข้อบังคับ​ทุก​ข้อ​ที่​ประตู​บาน​นั้น​อยู่​ใต้

​การป้องกัน​หลาย​ชั้น · INSAG-10, 1996

​ป้อม​ที่​มี​คูน้ำ ​กำแพง​นอก ​กำแพง​ใน ​และ​หอคอย ​ไม่​ได้​ถูก​สร้าง​ขึ้น​เพื่อ​กัน​ข้าศึก​ให้​ขาด ​มัน​ถูก​สร้าง​เพื่อ​ถ่วงเวลา ​ทุก​ชั้น​ที่​ข้าศึก​ต้อง​ผ่าน​คือ​เวลา​ที่​ฝ่ายใน​ได้​เพิ่ม ​และ​สมมติฐาน​ของ​ป้อม​มี​ข้อ​เดียว ​คือ​ข้าศึก​ต้อง​ผ่าน​ทีละ​ชั้น

​ใน​ปี 1996 International Nuclear Safety Advisory Group ​ของ IAEA ​พิมพ์ INSAG-10 Defence in Depth in Nuclear Safety ​และ​วาง​การป้องกัน​ของ​โรงไฟฟ้า​นิวเคลียร์​ไว้​ห้า​ระดับ​ใน​ตาราง​เดียว ​ชื่อ​ถูก​ยืม​มาจาก​ป้อม ​และ​สมมติฐาน​ถูก​ยืม​มา​ด้วย

​คำ​นี้​เป็น​ศัพท์​ทหาร Thomas Wellock ​นักประวัติศาสตร์​ของ NRC ​สืบ​ว่า​กองทัพ​ฝรั่งเศส​และ​เยอรมัน​ใน​สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง​คิด​ยุทธวิธี​ชื่อ defense in depth ​เพื่อ​กัน​ข้าศึก​ทะลุ​แนวหน้า ​ด้วย​ระบบ​สนามเพลาะ​และ​จุดแข็ง​ที่​ซ้อน​กัน​ลึก​หลาย​ชั้น

​เข้าสู่​วิชา​นิวเคลียร์​ทาง​โครงการ​แมนฮัตตัน ​ผู้รับผิดชอบ​เตา​ปฏิกรณ์​ผลิต​พลูโทเนียม​ที่ Hanford ​กลัว​หายนะ​ที่​ปล่อย​รังสี​ด้วย​ความรุนแรง​ระดับ​ระเบิด ​จึง​วาง "lines of defense" ​หลาย​แนว: ​ผู้ควบคุม​ที่​ฝึก​มา ​แท่ง​เชื้อเพลิง​ที่​ผนึก ​กำแพง​กำบัง ​ระบบ​หล่อ​เย็น​และ​ไฟฟ้า​สำรอง ​และ​ตัวสำรอง​ของ​ระบบ​ดับ​เตา​สำรอง ​ที่​ถึงขั้น​ทำลาย​เตา​เพื่อ​รักษา​ชีวิต​ผู้ควบคุม ​เรียก​ด้วย​ศัพท์​ทหาร​อีก​คำ​ว่า last ditch

​หลัง​สงคราม ​คณะกรรมการ​ความปลอดภัย​ของ AEC ​จัด​แนว​เหล่านี้​เป็น​สาม​หน้าที่ ​คือ​คุณสมบัติ​ที่​ทำให้​เตา​ปลอดภัย​ใน​ตัว ​สิ่งกีดขวาง​ทางกายภาพ​เช่น​อาคาร​คลุม ​และ​ระบบ​เชิงรุก​เพื่อ​ดับ​และ​หล่อ​เย็น ​วลี defense in depth ​ปรากฏ​ครั้งแรก​ราว​ปี 1958 ​ใน​งาน​สกัด​พลูโทเนียม​ที่ Hanford ​และ​ปี 1965 Glenn Seaborg ​ประธาน AEC ​ใช้​มัน​ใน​จดหมาย​ถึง​สภา​คองเกรส​สำหรับ​เตา​ปฏิกรณ์​พลเรือน

INSAG-10 ​จัด​ห้า​ระดับ​ตามลำดับ: ​หนึ่ง ​กัน​ไม่​ให้​เครื่อง​เดิน​ผิดปกติ​หรือ​ขัดข้อง ​ด้วย​แบบ​ที่​เผื่อ​ไว้​และ​งานก่อสร้าง​คุณภาพ​สูง ​สอง ​ควบคุม​สภาพผิดปกติ​และ​ตรวจจับ​ความขัดข้อง ​สาม ​ควบคุม​อุบัติเหตุ​ภายใน​ฐาน​ออกแบบ ​สี่ ​ควบคุม​สภาพ​รุนแรง​และ​บรรเทา​ผล​ของ​อุบัติเหตุ​รุนแรง ​ห้า ​บรรเทา​ผล​ทาง​รังสี​เมื่อ​สารกัมมันตรังสี​รั่ว​ออกมาก ​ด้วย​แผน​ฉุกเฉิน​นอก​โรงไฟฟ้า ​ย่อหน้า 21 ​ระบุ​เงื่อนไข​ที่​ทุก​ระดับ​ต้อง​มี​ก่อน ​คือ appropriate conservatism, quality assurance ​และ safety culture

​สอง​ย่อหน้า​ที่​รับ​น้ำหนัก​ทั้ง​รายงาน​คือ 22 ​กับ 23 ​ย่อหน้า 22: ​ความขัดข้อง​เดี่ยว​ที่​ระดับ​ใด​ระดับ​หนึ่ง ​หรือ​แม้​ความขัดข้อง​หลาย​จุด​ใน​มากกว่า​หนึ่ง​ระดับ ​ต้อง​ไม่​ลาม​ไป​ทำลาย​ระดับ​ถัดไป ​และ "the independence of different levels of defence is a key element" ​ย่อหน้า 23 ​ปิด​ข้ออ้าง​ที่​คน​ชอบ​ใช้​ที่สุด ​คือ​การมี​หลาย​ระดับ "does not justify continued operation in the absence of one element"

​แล้ว​รายงาน​ก็​เขียน​ข้อยกเว้น​ของ​ตัวเอง​ไว้​ที่​ย่อหน้า 27 ​ไฟ ​น้ำท่วม ​แผ่นดินไหว ​อาจ​ทำลาย​หลาย​ระดับ​พร้อมกัน ​เพราะ​มัน​ทั้ง​ก่อ​สถานการณ์​อุบัติเหตุ ​และ​ทำลาย​เครื่องมือ​รับมือ​ใน​คราว​เดียว ​ห้า​ระดับ​เป็นอิสระ​ต่อกัน​ได้ ​ก็ต่อเมื่อ​สิ่ง​ที่มา​กระทบ​ไม่​ได้​เลือก​กระทบ​ทุก​ระดับ​พร้อมกัน

​รายงาน​ฉบับ​นี้​รู้​ข้อ​นั้น ​และ​ตั้งชื่อ​สิ่ง​ที่​ทำได้​ไว้​สาม​อย่าง ​ทั้ง​สาม​อย่าง​เป็นธรรมชาติ

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​นับ​ชั้น​ป้องกัน​แล้ว ​ให้​เขียน​ข้าง​แต่ละ​ชั้น​ว่า​อะไร​ทำให้​มัน​ล้ม​พร้อม​ชั้น​อื่น — ​สองชั้น​ที่​ล้ม​ด้วย​เหตุ​เดียวกัน ​นับ​เป็น​ชั้นเดียว

​ชีส​สวิส · 1990

​แผ่น​ชีส​เรียง​ซ้อน​กัน​โดย​แต่ละ​แผ่น​มี​รู ​คือ​สิ่ง​ที่​คน​จำได้​จาก​แบบจำลอง​นี้ ​และ​เป็น​สิ่ง​ที่มา​ถึง​หลัง​สุด ​ข้อเสนอ​ที่อยู่​ใต้​ภาพ​นั้น​ไม่​ใช่​เรื่อง​ของ​แผ่น​กั้น ​มัน​เป็นเรื่อง​ของ​เวลา

​วันที่ 12 ​เมษายน 1990 Philosophical Transactions of the Royal Society B ​เล่ม 327 ​พิมพ์​บทความ​ของ James Reason ​เรื่อง "The contribution of latent human failures to the breakdown of complex systems" ​หน้า 475–484 ​ชื่อ​บทความ​คือ​ข้ออ้าง​ทั้งหมด ​เส้น​แบ่ง​ที่​เขา​เสนอ​คือ​ระหว่าง active failures ​ที่​ปลาย​แหลม ​เห็น​ทันที ​กับ latent conditions ​ที่​ถูก​วาง​ไว้​นาน​ก่อนหน้า​โดย​คำตัดสิน​ใจ ​แบบ ​และ​สภาพ​องค์กร ​แล้ว​นอน​นิ่ง​รอ ​ใน​ปี​เดียวกัน Cambridge University Press ​พิมพ์ Human Error ​ของ​เขา ​ฉบับ​ที่​ติดป้าย​แบบจำลอง​นี้​ด้วย​คำ​ว่า defence in depth ​อย่าง​ชัดแจ้ง

​แบบจำลอง​ไม่​ได้​เกิด​ใน​ปี​เดียว Justin Larouzée ​และ Jean-Christophe Le Coze ​สืบ​ว่า​มัน​ถูก​พัฒนา​ต่อเนื่อง​ราว​สิบ​ปี​เป็น​หลาย​ขั้น ​และ​ได้รับ​อิทธิพล​โดยตรง​จาก John Wreathall ​ภาพ​ที่​ทุกคน​จำได้​จึง​เป็นผล​ปลายทาง​ของ​กระบวนการ​นั้น ​ไม่​ใช่​จุด​ตั้งต้น

​ข้ออ้าง​ของ​แบบจำลอง​มี​เท่านี้ ​แต่ละ​แผ่น​คือ​แนว​ป้องกัน​หนึ่ง​ชั้น​ที่​หยุด​เหตุ​ไม่​พึงประสงค์​ได้ ​รู​คือ​จุดอ่อน​ของ​แต่ละ​ชั้น ​และ​รู​เหล่านั้น​เปลี่ยน​ขนาด​กับ​ตำแหน่ง​อยู่​ตลอด ​ระบบ​ล้ม​เมื่อ​รู​ใน​หลาย​แผ่น "momentarily align" ​เปิด​เส้นทาง​ที่ Reason ​เรียก​ว่า trajectory of accident opportunity ​ความบกพร่อง​ใน​ชั้นเดียว​ไม่​ทำให้​อันตราย​เกิด​จริง ​เพราะ​ยังมี​ชั้น​อื่น ​แบบจำลอง​นี้​จึง​เป็น​ข้อโต้แย้ง​ต่อ​จุด​ล้ม​เดี่ยว

​คำ​ที่​แบก​น้ำหนัก​ทั้ง​ภาพ​คือ momentarily ​รู​เรียง​ตรงกัน​เพราะ​บังเอิญ ​และ​มัน​ขยับ​เอง

​คำวิจารณ์​ถูก​รวบรวม​ไว้​ใน Safety Science ​เล่ม 126 ​ปี 2020 ​โดย Larouzée ​และ Le Coze ​มี​สี่​ข้อ​หลัก ​มัน​ถูก​จัด​อยู่​ใน​ตระกูล​แบบจำลอง​เชิงเส้น ​และ​ถูก​มองว่า​ไม่​เป็นระบบ ​ลดทอน​สาเหตุ​ของ​อุบัติเหตุ​จน​ง่าย​เกิน ​มัน​บอกเป็นนัย​ว่า​อันตราย​เดิน​เป็น​เส้นตรง​ผ่าน​แผ่น​กั้น​ที่​เรียง​เป็นระเบียบ ​มัน​ไม่​ให้​กลไก — ​รู​ไม่​มี​คำอธิบาย​ว่า​เกิด​จาก​อะไร ​เชื่อม​กับ​ปัจจัย​องค์กร​หรือ​ปัจเจก​อย่างไร ​และ​ข้อ​ที่​หนัก​ที่สุด "the weakness of the SCM is that it is irrefutable by standard scientific methods"

Reason ​เอง​ก็​กังวล​ว่า​มัน​ถูก​ใช้​กว้าง​และ​ตายตัว​เกินไป ​จน​คน​ไล่หา​สาเหตุ​ที่​ห่าง​จาก​เหตุการณ์​ทั้ง​เวลา​และ​สถานที่​มาก​เกินควร ​ผู้วิจารณ์​ทั้งสอง​ไม่​ได้​ทิ้ง​มัน ​พวกเขา​สรุป​ว่า​มัน​ยัง​ใช้ได้​เพราะ​ฐาน​คิด​เชิง​ระบบ​และ​การใช้งาน​ต่อเนื่อง​ใน​อุตสาหกรรม​ความเสี่ยง​สูง ​แล้ว​เรียกร้อง​ทางเลือก​ที่รวม​ข้อมูล​เชิงประจักษ์ ​งาน​ภาคปฏิบัติ ​และ​ภาพ​เข้าด้วยกัน

​รู​ที่​ขยับ​เอง​แล้ว​มา​เรียง​ตรงกัน​ใน​วันหนึ่ง ​คือ​สิ่ง​ที่​แบบจำลอง​นี้​อธิบาย​ได้ ​ส่วน​รู​ที่​ถูก​ขยับ ​มัน​ไม่​มี​คำ​เรียก

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​วาด​แผ่น​ชีส​เมื่อไร ​ให้​เขียน​ข้าง​แต่ละ​รู​ว่า​อะไร​ทำให้​มัน​ขยับ — ​รู​ที่​ไม่​มี​สาเหตุ​เขียน​กำกับ​คือ​ภาพวาด ​ไม่​ใช่​แบบจำลอง

​อุบัติเหตุ​ปกติ · 1984

​อุบัติเหตุ​มัก​จบ​ลง​ด้วย​การหา​คน​ที่​ทำผิด​ใน​นาที​นั้น ​ข้อเสนอ​ของ Charles Perrow ​คือ​อุบัติเหตุ​บาง​ประเภท​ไม่​มี​นาที​นั้น​ให้หา ​เพราะ​รูปร่าง​ของ​ระบบ​เป็นตัว​ผลิต​มัน​ขึ้น​มา​เอง

​ใน​ปี 1984 Basic Books ​พิมพ์ Normal Accidents: Living with High-Risk Technologies ​ของ​เขา ​นักสังคมวิทยา​แห่ง Yale ​ห้า​ปี​หลัง​อุบัติเหตุ Three Mile Island ​ปี 1979 ​ที่​เขา​บรรยาย​ว่า "unexpected, incomprehensible, uncontrollable and unavoidable"

​ข้อเสนอ​มี​สอง​แกน ​ประโยค​ของ​เขา​เอง: "If interactive complexity and tight coupling — system characteristics — inevitably will produce an accident, I believe we are justified in calling it a normal accident, or a system accident"

​แกน​แรก interactive complexity ​ระบบ​ที่​ความขัดข้อง​สอง​จุด​ขึ้นไป​ทำปฏิกิริยา​กัน​ใน​แบบ​ที่​ผู้ออกแบบ​ไม่​ได้​ตั้งใจ​และ​ไม่​ได้​คาด ​ผู้ควบคุม​มอง​ไม่​ออก​ในทันที ​แกน​ที่สอง tight coupling ​ชิ้นส่วน​พึ่งพา​กัน​แน่น​และ​ผูก​กัน​ด้วย​เวลา ​จุด​หนึ่ง​เปลี่ยน ​จุด​อื่น​เปลี่ยน​ตาม​เร็ว ​จน​ระบบ​ไม่​มีโอกาส​ฟื้น ​ถ้อยคำ​นิยาม​สอง​ข้อ​นี้​เรียบเรียง​จาก​แหล่ง​รอง ​ไม่​ใช่​ประโยค​จาก​หน้า​หนังสือ ​เงื่อนไข​ที่สาม​คือ​ศักยภาพ​หายนะ ​ระบบ​ที่ "take the lives of hundreds of people in one blow" ​ได้

​จุด​ที่​สำคัญ​กับ​เรื่อง​ส่วน​เผื่อ​คือ​ข้อ​นี้ ​ความซับซ้อน​อย่าง​เดียว​รอด​ได้ ​ปฏิกิริยา​ที่​ไม่​คาดคิด​ระหว่าง​ความขัดข้อง​ไม่​กลายเป็น normal accident ​เมื่อ​มี​เวลา​พอ​จะ​แก้​ก่อน​ถึง​จุด​วิกฤต ​ส่วน​เผื่อ​ของ Perrow ​คือ​เวลา ​และ tight coupling ​คือ​สิ่ง​ที่​เอา​เวลา​ไป

​เขา​ไป​ไกล​กว่า​นั้น​ใน​ปี 2004 ​ตามที่ Scott Sagan ​สรุป​ใน Organization & Environment ​เดือน​มีนาคม​ปี​เดียวกัน ​ว่าความ​ซ้ำซ้อน​ลด​ความน่าเชื่อถือ​ได้​สาม​ทาง: ​อุปกรณ์​นิรภัย​สำรอง​ทำให้​ระบบ​ซับซ้อน​ขึ้น​จึง​พลาด​ง่าย​ขึ้น ​ความซ้ำซ้อน​ทำให้​คน​โยน​ความรับผิดชอบ​ให้​กัน ​และ​มัน​เปิดทาง​ให้แรง​กดดัน​ด้าน​ผลผลิต​ดัน​ระบบ​ให้​เดิน​เร็ว​ขึ้น​แต่​ปลอดภัย​น้อยลง ​ข้อสรุป​เชิง​นโยบาย​ของ​เขา​คือ​ระบบ​ที่​ซับซ้อน ​ผูก​แน่น ​และ​มี​ศักยภาพ​หายนะ ​ควร​ถูก​ออกแบบ​ใหม่​ทั้งหมด ​หรือ​เลิกใช้

​ข้อสรุป​แบบ​นั้น​มี​คน​ค้าน ​และ​ข้อ​ถกเถียง​ยาว​ที่​ตามมา​ตั้งอยู่​บน​สมมติฐาน​ที่​ไม่​มี​ฝ่าย​ไหน​หยิบ​ขึ้น​มาตรวจ ​คือ​ความขัดข้อง​มาถึง​โดย​ไม่​มี​ใคร​เลือก​ให้​มัน​มา ​คำถาม​ที่​เหลือ​จึง​มี​แค่​ว่า​องค์กร​จับ​มัน​ทัน​หรือไม่

​ฝ่ายค้าน​มาจาก Berkeley Todd LaPorte, Gene Rochlin ​และ Karlene Roberts ​ศึกษา​องค์กร​ที่​เดิน​เทคโนโลยี​อันตราย​โดย​มี​อุบัติเหตุ​น้อยกว่า​ที่​ทฤษฎี​ทำนาย ​เรือบรรทุกเครื่องบิน ​หอ​ควบคุม​จราจร​ทางอากาศ ​โรงไฟฟ้า​นิวเคลียร์ ​บทความ​ของ LaPorte ​กับ Consolini ​ปี 1991 ​ชื่อ "Working in Practice But Not in Theory" ​และ​ชื่อ​นั้น​คือ​ข้อเสนอ​ทั้งหมด

Scott Sagan ​ทดสอบ​สอง​ทฤษฎี​กับ​ระบบ​บัญชาการ​อาวุธ​นิวเคลียร์​สหรัฐ​ใน The Limits of Safety ​ปี 1993 LaPorte ​ตอบ​ใน​ปี 1994 ​ด้วย​บทความ​ชื่อ "A Strawman Speaks Up" ​และ​สอง​ฝ่าย​ยัง​เถียง​กัน​ด้วยว่า​ระบบ​นั้น​ซับซ้อน​หรือ​เป็น​เส้นตรง

​ทางตัน​เป็นเรื่อง​วิธี Perrow ​ชี้​ว่า​ฝ่าย HRO ​เลือก​ตัวอย่าง​จาก​ผลลัพธ์ ​คือ​ศึกษา​แต่​องค์กร​ที่​ยัง​ไม่​ล้ม ​ฝ่ายตรงข้าม​ชี้​กลับ​ว่า​ทฤษฎี​ของ Perrow ​อธิบาย​ความล้มเหลว​ได้​ทุกครั้ง​เมื่อ​มอง​ย้อนหลัง ​กรณีศึกษา​ของ​แต่ละ​ฝ่าย​มีค่า​ผลลัพธ์​เดียวกัน​หมด ​จึง​พิสูจน์​ผิด​ไม่​ได้​ทั้งคู่

Shrivastava, Sonpar ​และ Pazzaglia ​เสนอ​ใน​ปี 2009 ​ว่า​สอง​ทฤษฎี​มอง​ปรากฏการณ์​เดียวกัน​คนละ​ช่วงเวลา ​หนังสือ​เล่ม​นี้​ถูก​อ้างอิง​ใน SSCI/SCI ​กว่า 1,000 ​ครั้ง​ภายใน​ปี 2003 ​และ Nick Pidgeon ​ประเมิน​มัน​ใน Nature ​ปี 2011 ​สถานะ​ปัจจุบัน​คือ​ยัง​ไม่​จบ

​สอง​ฝ่าย​เถียง​กัน​เรื่อง​เดียว ​คือ​องค์กร​จับความ​ขัดข้อง​ทัน​หรือไม่ ​ไม่​มี​ฝ่าย​ไหน​ถาม​ว่า​ถ้า​ความขัดข้อง​เลือก​เวลา​มา​เอง ​เวลา​ที่​เป็น​ส่วน​เผื่อ​จะ​เหลือ​เท่าไร

​สิ่ง​ที่​กรณี​นี้​สอน: ​ก่อน​เพิ่ม​อุปกรณ์​สำรอง​ชิ้น​ใด ​ให้​เขียน​ว่า​มัน​เพิ่ม​ปฏิกิริยา​ระหว่าง​ชิ้นส่วน​กี่​คู่ ​และ​เอา​เวลา​ไป​จาก​ขั้น​ไหน — ​ถ้า​มัน​ผูก​ระบบ​แน่น​ขึ้น ​มัน​ไม่​ใช่​ส่วน​เผื่อ

​ท่า​ที่​เอา​ไป​ใช้ได้: ​ทุก​ตัวเลข​ส่วน​เผื่อ​ที่​เจอ ​ให้​ตาม​ไปหา​เอกสาร​ที่ตั้ง​มัน ​ไม่​ใช่​ตำรา​ที่​อ้าง​มัน ​แล้ว​อ่าน​หา​สอง​อย่าง: ​มัน​เผื่อ​รายการ​ไหน​ของ​ความไม่รู้ ​และ​มัน​ถูก​แบ่ง​มาจาก​เลข​เดิม​หรือ​ถูก derive ​ใหม่

​จะ​พลิก​คำตัดสิน​ของ​ภาค​นี้​ได้​เมื่อ: ​มี​ใคร​แสดง​บันทึก​การปรับ​เทียบ​ของ​โค้ด​โครงสร้าง​ระดับชาติ​ฉบับ​ใด​ฉบับ​หนึ่ง ​ที่​ตัวคูณ​ย่อย​ถูก derive ​จาก​สถิติ​การวิบัติ​จริง ​และ​ค่าที่​ได้​ไม่​ทวน​ซ้ำ​ตัวคูณ​รวม​ของ​โค้ด​รุ่น​ก่อน

​แหล่ง​ของ​ภาค​นี้:

บทถัดไป · 3 / 82 · เผื่อแล้วยังพัง
Size
Page
Font

How Much Margin Is Enough — A compendium of safety and security

❦
1ก่อนอ่าน21 · ส่วนเผื่อคืออะไร32 · เผื่อแล้วยังพัง43 · ศัตรูที่อ่านแบบแปลนของคุณ54 · เมื่อโครงสร้างเป็นซอฟต์แวร์65 · การป้องกันที่มีหลักฐาน76 · ยุคที่เครื่องมือของคุณเองอ่านคำสั่งจากคนอื่น8บทสรุปในหกบรรทัด